Central California’s Coastline: มหัศจรรย์ธรรมชาติริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค

This slideshow requires JavaScript.

เมื่อกล่าวถึงแคลิฟอร์เนีย มลรัฐทางทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิคของสหรัฐอเมริกา คงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก ยิ่งสำหรับคนไทยด้วยแล้ว เมืองใหญ่อย่างลอสแองเจลิสยังมีคนไทยอาศัยอยู่มากมายจนเรียกกันว่าเป็นจังหวัดหนึ่งของเมืองไทยไปแล้ว มาคราวนี้ ฉันก็ขอตั้งต้นการเที่ยวแคลิฟอร์เนียแห่งนี้จากลอสแองเจลิสนี่แหละ แต่ขอออกตัวก่อนว่า ฉันจะไม่พาไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวในเมืองที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันดี แต่จะพาเลาะชมธรรมชาติอันมหัศจรรย์เลาะริมฝั่งแปซิฟิคกัน แน่นอนว่าเที่ยวตามใจฉันแบบนี้ จำเป็นต้องมีพาหนะส่วนตัว เนื่องจากจะแวะจะหยุดตามใจตัวเอง ไม่สามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวก ดังนั้น ก่อนไปฉันจึงต้องทำใบขับขี่สากลไว้ให้เรียบร้อย และเมื่อเช่ารถจากสนามบินได้แล้ว การเดินทางก็เริ่มต้นในทันที

ฉันขับรถไปทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของลอสแองเจลิส อันมีเมืองตากอากาศอยู่ชิดติดทะเลชื่อดังที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป อันเนื่องมาจากอากาศที่อบอุ่น สายลม แสงแดดและหาดทรายยาวเหยียด แถมยังเป็นที่ตั้งของบ้านพักของดาราฮอลลีวู้ดหลายต่อหลายคน หาดมาลิบู (Malibu)เป็นสถานที่แห่งแรกที่ฉันได้แวะไปเยี่ยมเยือน ที่นี่มีป้ายริมถนนบอกว่าเป็น “27 Miles of Scenic Beauty” และด้วยความโชคดีอย่างเหลือล้น ฉันได้มีโอกาสเข้าพักที่บ้านรับรองของดารารุ่นเก๋าของฮอลลีวู้ด นั่นคือบ้านของ Dick Martin (อดีตดาราตลกชื่อดัง เสียชีวิตไปแล้ว) และภรรยา Dolly Martin (อดีตสาวบันนี่นิตยสารเพลย์บอยรุ่นแรกๆ) ฉันจึงมีโอกาสได้เดินริมหาดมาลิบูบริเวณบ้านดาราอย่างใกล้ชิด แม้ว่าลมที่ชายหาดและน้ำในมหาสมุทรจะเย็นเกินไปสำหรับฉัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันพลาดโอกาสที่จะได้เห็นแมวน้ำว่ายเล่นอยู่ในมหาสมุทร นกพีลีแกนสีน้ำตาล (Brown Pelican) และนกนางนวลหลายต่อหลายตัวบินข้ามหัว เมื่อหันหลังมองกลับมาทางฝั่ง เจ้าถิ่นก็ชี้ และอธิบายให้ฟังว่า แม้ว่าจะมีบ้านตั้งเรียงรายอยู่ แต่ก็มีกฏหมายคุมเข้มห้ามปลูกสิ่งก่อสร้าง ล้ำเข้ามาที่ชายหาดเนื่องจากมีปลาชนิดหนึ่งขึ้นมาวางไข่ในบริเวณนั้นทุกปี และต้องมีพื้นที่หน้าบ้านริมหาดเป็นแนวปะทะของคลื่นและลม ซึ่งมีพืชชายหาดปลูกคุมดินอยู่เพื่อกันการกัดเซาะ แถมยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ข้างๆบ้านนั่นคือบ้านของแดนนี เดอวีโต้ (ซึ่งฉันแอบเห็นตัวจริงนอนอาบแดดอยู่ในบ้านด้วย) นู่นบ้านของเมล กิบสัน และเพียร์ช บอสแนน ฯลฯ แถมตกเย็น ฉันยังได้รับเกียรติชนแก้วกับนักร้องและดารารุ่นเก๋าอย่างคุณ Steve Lawrence อีก ประสบการณ์กระทบไหล่ดาราฮอลลีวู้ดครั้งนี้ จึงถือเป็นมหัศจรรย์ในความทรงจำของฉันอย่างหนึ่ง…

จากความฝันฮอลลีวู้ด ฉันเดินทางขึ้นเหนือตามทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านซานตามอนิก้าต่อไปยังท่าเรือที่เวนทูร่า (Ventura) เพื่อขึ้นเรือชมวาฬ ไปที่เกาะซานตาครูส (Santa Cruz) เกาะที่ใหญ่ที่สุดของ แคลิฟอร์เนีย (มีขนาดสามเท่าของเกาะแมนฮัทตัน) ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะแชนแนล (Channel Islands National Park) มีผู้คนขึ้นเรือมากับฉันมากมายทั้งคณะนักเรียน และนักท่องเที่ยว เกาะนี้เคยมีผู้คนตั้งถิ่นฐานมาก่อน แต่ในปัจจุบันอยู่ในเขตอนุรักษ์ซึ่งมีภูมิประเทศที่น่าสนใจ ทั้งภูเขาและทะเล รวมถึงถ้ำที่มีภาพเขียนสีโบราณ พืชพรรณสัตว์ป่าก็อุดมสมบูรณ์ มีทั้งคนมาปิคนิค แคมปิ้ง เทรคกิ้ง ฯลฯ ส่วนเป้าหมายของฉันนอกจากการชมวาฬระหว่างทางแล้ว ยังรวมถึงการยลโฉมนกที่เป็น Endemic ของเกาะนี้ (หมายความว่าเป็นสัตว์เฉพาะถิ่น มีที่นี่ที่เดียวในโลก) นั่นคือ Island Scrub Jay  ฉันขึ้นเกาะที่ Prisoners Harbor ที่มองเห็นสาหร่ายเคลป์ต้นใหญ่ สะใจในน้ำทะเลสวยใสของมหาสมุทรแปซิฟิค แน่นอนว่านกเป้าหมายของฉันก็รออยู่ที่ป่าชายหาดแถวนั้นอยู่แล้วด้วย ระหว่างเส้นทางเดินเรือไปกลับนั้น เจ้าหน้าที่เรือจะคอยประกาศและอธิบายลักษณะการสังเกตชนิดพันธุ์สัตว์ต่างๆในทะเลอยู่ตลอดเวลา ฉันจึงรู้ว่านอกจากนกนานาชนิดและสิงโตทะเลแล้ว ฉันยังมีโอกาสได้เห็นโลมาดอลส์ (Dall’s Porpoise) และเจ้าวาฬหลังค่อม (Humpback Whale) ขึ้นมาอวดโฉมให้ได้ตื่นเต้นตลอดเส้นทางอีกด้วย

เมื่อกลับเข้าฝั่งอีกครั้ง ฉันขับรถเลาะชายฝั่งแปซิฟิคขึ้นเหนือชื่นชมธรรมชาติไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าหากใครเคยขับรถเที่ยวที่สหรัฐอเมริกา คงจะรู้ว่าตามใกล้ๆถนนหลวงและเมืองต่างๆจะมีโรงแรมที่เป็นเครือข่ายมาตรฐานอยู่มากมายสำหรับการขับรถเข้าไปนอนพักค้างคืนก่อนเดินทางต่อในวันต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ฉันก็ใช้บริการของโรงแรมเหล่านี้ แต่ครั้งนี้มีพิเศษอยู่เมืองหนึ่งซึ่งฉันชอบใจและอยากแนะนำให้ไปพักที่เมืองนี้เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศกันดู โซลแวง (Solvang) เมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขาซานตาอีเนส (Santa Ynez Valley) เป็นเมืองที่ฉันอยากกล่าวถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ติดริมชายฝั่งแปซิฟิคเสียทีเดียว เมื่อขับรถผ่านเข้าไปก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างได้ในทันที เมืองนี้เป็นเสมือนเมืองยุโรปเล็กๆ ของเดนมาร์ก ซึ่งมีคำกล่าวเล่นๆว่าเป็นเมืองหลวงเดนิชแห่งอเมริกาเลยทีเดียว บ้านเรือนทุกหลังจะเป็นสไตล์เดนิช มีกังหันลมขนาดใหญ่ในเมือง เมื่อเข้าไปในภัตตาคารก็ขายอาหารพื้นเมืองแบบเดนิช คนขายในร้านค้าก็แต่งตัวในชุดพื้นเมืองของเดนิชอีกต่างหาก เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศได้ไม่เลวเลยทีเดียว เมืองนี้กำลังจะฉลองการก่อตั้งครบ 100 ปีในปีนี้ (ตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911) ชื่อเมืองโซลแวงเองก็เป็นภาษาเดนมาร์กที่แปลว่า “ทุ่งแสงตะวัน” แน่นอนว่าผู้บุกเบิกก่อตั้งก็คงเป็นคนที่มีเชื้อสายเดนมาร์กที่เดินทางมาถึงที่นี่นั่นเอง ฉันดื่มด่ำกับบรรยากาศยุโรปแบบสบายๆโดยไม่ต้องข้ามทวีป และห่างออกไปไม่ไกลจากเมืองก็มีน้ำตกน่ารักๆชื่อนาโฮวี (Najoqui) ที่มีความมหัศจรรย์ตรงที่สายน้ำที่ตกลงมาจากหน้าผาสูงเกือบ 30 เมตรนั้น ได้ชะเอาโซเดียมและแมกนีเซียมคาร์บอเนตมากับสายน้ำด้วย ทำให้ยิ่งนานปีเข้า ผนังน้ำตกก็จะงอกออกมาเรื่อยๆแทนที่จะค่อยๆหดหายไปแบบน้ำตกทั่วๆไปอีกด้วย

ทางหลวงหมายเลข 1 ยังคงเป็นเส้นทางหลักที่ฉันมุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อชมความมหัศจรรย์ธรรมชาติต่อไป และอัศจรรย์ที่พลาดไม่ได้ก็คือ Rancho Guadalupe Dunes Preserve ที่มีเนินทราย (Sand Dune) ขนาดมหึมาริมฝั่งมหาสมุทรปากแม่น้ำซานตามาเรียที่เกิดจากคลื่นและลมซัดซาดเป็นเวลากว่าพันๆปี ก่อเกิดเนินทรายกว้างใหญ่บางแห่งสูงกว่า135 เมตร ดุจดั่งกับทะเลทราย แต่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งอาหารของนกน้ำและสัตว์ต่างๆ กว่า 200 ชนิด แต่การชื่นชมความงามอาจต้องระวังกันเล็กน้อย เพราะตัวฉันเองเดินดูนก ถ่ายรูปไปจนริมแอ่งน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็ถูกทรายที่อุ้มน้ำดูดพรวดลงไปแทบจะยกขาไม่ขึ้นเลยทีเดียว ดีที่มีขาตั้งกล้องคอยช่วยค้ำให้ด้นรนดึงตัวเองขึ้นมาได้

Montana De Oro State Park หนึ่งในอุทยานของมลรัฐที่ใหญ่ที่สุดของแคลิฟอร์เนีย เป็นจุดแวะอีกแห่งที่ฉันพบความตื่นตะลึงโดยไม่ทันคาดคิดมาก่อน เมื่อได้เดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติจากจุดที่จอดรถแห่งหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศของมหาสมุทรแปซิฟิค ช่วงที่ฉันเดินไปนั่น ไปตามเสียงคลื่นลมโดยมีหมอกหนากำบัง ผ่านพืชพรรณแคระแกรนและทุ่งดอกไม้ป่าสีเหลืองสด โดยที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าเป็นอะไร แต่เมื่อไปถึงริมผา แสงแดดจ้าก็เข้ามาแทนที่และเปิดม่านหมอกอันขมุกขมัวให้เห็นถึงริมฝั่งผาตั้งชันขึ้นมาเหนือโขดหินและหาดริมทะเล ที่มีคลื่นจากน้ำทะเลใสสัดสาดก่อเกิดฟองขาวกระแทกเข้าสู่หินผาที่โค้งเว้าไปตามรูปทรงธรรมชาติจากการกัดกร่อนของคลื่นและลมมาแต่ครั้งโบราณ…ฉันตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นข้างหน้าเพราะไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เห็นความสวยงามขนาดนี้ นึกๆไปบริเวณนี้ช่างสมกับความหมายของชื่ออุทยานแห่งนี้ “Mountain of God” เหลือเกิน

ไม่ไกลจากกันนัก แท่งหินขนาดใหญ่ของ Morro Rock ที่อ่าวมอร์โร (Morro Bay) ก็ตั้งตระหง่านอยู่ให้เห็น โดยมีแนวโค้งของแนวสันทรายขนาดใหญ่กลางน้ำที่แบ่งแยกตัวอ่าวกับมหาสมุทรช่วยส่งสายตาให้ทอดไปถึง หินมอร์โรมีความสูง 177 เมตร ที่เกิดจากปฏิกิริยาของภูเขาไฟ เรียกว่า ปลักภูเขาไฟ (Volcanic Plug) ซึ่งก็คือส่วนยอดของภูเขาไฟในอดีตที่เป็นการแข็งตัวของลาวาอุดอยู่ที่ปากปล่อง เมื่อเวลาผ่านไปโคนกรวยรูปภูเขาไฟก็เกิดการสึกกร่อนและถูกทำลายไปจนเหลือแต่แท่งหินภายในอย่างที่เห็น ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติแปลกตาที่แสดงให้รู้ว่า บริเวณพื้นที่แถวนั้นเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน ฉันแวะชมนก ดูวิวที่นี่อย่างตื่นตาตื่นใจ ก่อนเดินทางต่อไปตามเส้นทางแสนสวยที่เรียกว่า Big Sur ที่ยังคงเลาะริมชายฝั่งแปซิฟิคในตอนกลางของแคลิฟอร์เนียต่อไป

ธรรมชาติอันสวยงามระหว่างทาง ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะต้องหยุดถ่ายรูปเป็นระยะๆ แต่ที่ฉันหยุดใช้เวลาจริงๆก็คือที่แหลมแห่งหนึ่งระหว่างทางบริเวณที่เรียกว่า Piedras Blancas ทางแนวเทือกเขาทางด้านใต้ของ Big Sur  ณ ที่แห่งนี้ ฉันหยุดเพื่อทำความรู้จักกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่งนั่นคือแมวน้ำช้าง (ช้างน้ำ)ถิ่นเหนือ “Northern Elephant Seal”  พวกมันมีจำนวนเป็นร้อยๆตัวนอนขึ้นอืดอยู่ริมชายหาดโดยไม่สนใจผู้เดินทางผ่านไปมาแต่อย่างใด ไม่น่าเชื่อว่าแมวน้ำขนาดใหญ่ที่ตัวผู้มีจมูกเป็นเหมือนงวงสั้นๆงอกยาวออกมา (ที่มาของชื่อ) เหล่านี้ จะเคยอยู่ในสภาพที่เกือบสูญพันธุ์มาก่อน เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ทีมีการไล่ล่าขนาดใหญ่เพื่อเอาน้ำมันจากชั้นไขมันที่ผิวหนังของมันออกมาเพื่อการค้า มันเคยมีเหลืออยู่เพียงไม่ถึงร้อยตัวที่เกาะที่ห่างไกลจากชายฝั่งออกไป แต่ด้วยนโยบายการอนุรักษ์อย่างเข้มข้น ทำให้จำนวนของมันเพิ่มมากขึ้นจนมีมากกว่าแสนตัวในน่านน้ำแปซิฟิคแถบนี้ ฉันสังเกตเห็นว่าแต่ละตัวทำท่านอนขึ้นอืดอาบแดด และมีผิวหนังเหวะหวะชอบกล มาถึงบางอ้อ เมื่อได้อ่านป้ายบอกว่าพวกมันพากันขึ้นฝั่งเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ ออกลูกและผลัดขนลอกคราบ ก่อนจะแยกย้ายกันไปหากินในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และหนาวเย็นต่อไป

การเดินทางเลาะริมฝั่งแปซิฟิคของฉันมาสิ้นสุดที่มอสแลนดิ้ง Moss Landing เมืองเล็กๆทางเหนือของเมืองมอนทาเร่ย์ เพื่อมาหยุดชื่นชมเจ้านากทะเลตัวน้อย (Sea Otter) ที่นอนหงายว่ายน้ำไปมา และเหล่าแมวน้ำ Harbor Seal ที่ผลุบๆโผล่ๆทำท่าอยากรู้อยากเห็นอยู่ในท่าเรือ รวมถึงฝูงสิงโตทะเล (Sea Lion) ที่เบียดเสียดยัดเยียด อาบแดด ส่งเสียงแอ๋งๆดังโหวกเหวกอยู่บนโป๊ะในอ่าวใกล้ๆท่าเรือ หากสงสัยว่าเจ้า สิงโตทะเลกับแมวน้ำนี่มันแตกต่างกันอย่างไร (อย่างที่ฉันงงๆมาก่อน) ฉันบอกเคล็ดลับเล็กๆให้ว่า เจ้าสิงโตทะเลนั่น จะมีใบหูยื่นออกมาเล็กๆให้เห็น และเวลาที่มันเดินบนบกนั้น จะใช้ครีบอันแข็งแรงเดินไปมาได้ ในขณะที่เจ้าแมวน้ำ จะไม่มีใบหูเล็กๆยื่นออกมา (แต่มีรูหู) แล้วครีบหน้าของมันก็มีขน ไม่แข็งแรงพอที่จะยันตัวได้ เวลามันเคลื่อนที่บนบก มันจึงใช้วีธีกระดึ๊บๆ ขยับตัวเคลื่อนย้ายไปมานั่นเอง

ฉันโบกมือให้กับเหล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีชีวิตอยู่ในทะเลเหล่านั้น พร้อมๆกับร่ำลากับชายฝั่งแปซิฟิค และหักรถเบนเข็มเข้าสู่ตัวทวีปและขุนเขาอันกว้างใหญ่ของแคลิฟอร์เนียด้วยความสุขใจกับมหัศจรรย์ธรรมชาติที่ได้สัมผัสในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s