
หากใครได้ติดตามมาแต่ตอนก่อนๆ จะรู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังเล่าถึงการเดินทางบนทางหลวง G318 ในมณฑลเสฉวนของจีน ในช่วงท้ายๆ ของการเดินทาง พวกเราออกเดินทางจากการชมเทศกาลแข่งม้าที่จัดขึ้นในทุ่งหญ้าใกล้ๆเมือง Litang (หลี่ถัง) มาตามถนนสาย G318 ไปทางทิศตะวันออกที่มุ่งไปยังเมืองเฉิงตู โดยยังมีเป้าหมายอยู่ที่เมืองระหว่างทางที่ได้ข่าวว่ากำลังมีการจัดงานเทศกาลขี่ม้าอยู่ด้วยเช่นกัน ถนนหลวงจาก Litang นี้จะตัดข้ามผ่านช่องเขาที่ความสูงสี่พันกว่าเมตรอีกครั้ง ก่อนลดระดับมาที่ประมาณสามพันกว่า น่าเสียดายที่ระหว่างการผ่านเส้นทางนี้ มีหมอกหนาจัดและฝนตกเป็นระยะๆ การหยุดพักที่จุดชมวิวระหว่างช่องเขาจึงไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ นอกจากชาเนย (Butter Tea) ร้อนๆกับบะหมี่หน้าตาเหมือนทันตัมเมงในร้านราเมงญี่ปุ่นตรงหน้าที่ฉันสั่งมารับประทานรองท้องท่ามกลางความหนาวเย็นระหว่างการเดินทาง ถนนลดระดับผ่านหุบเขาอันงดงามที่เต็มไปด้วยทุ่งนาและบ้านเรือนที่ก่อขึ้นจากหินเป็นหลัก ก่อนที่จะตัดเข้าถนนสาย S215 เพื่อไปยังเมือง Tagong (ถ่ากง) เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเทศกาลขี่ม้าอีกแห่งหนึ่งซึ่งน่าจะอยู่แถวๆ เมืองนี้ (ตามที่ได้ข่าวมาระหว่างทาง)




ถนนสาย S215 เป็นถนนที่เลาะไปตามลำห้วยตลอดเส้นทาง พอผ่านไปสักระยะจะเห็นเป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยหินแกะสลักและการวาดภาพลงสีเป็นคำภาษาทิเบตที่เรียกกันว่า Mani Rocks ตามที่เคยเขียนถึงแล้วในบทความก่อนหน้านี้ (หินที่ได้รับการแกะสลักหรือเขียนเป็นคาถาหรือมนตราศักดิ์สิทธิ์ภาษาสันสกฤตของชาวทิเบต “Om Mani Padme Hum” (โอม มณี ปัทเม ฮุม)) หรือไม่ก็เป็นรูปพระพุทธเจ้าและเทพเจ้าต่างๆของพุทธศาสนานิกายวชิรยานของชาวทิเบต บางจุดมองเห็นหินก้อนๆ ที่อยู่ริมเนินเต็มไปด้วยอักษรสีขาวๆ เขียนมนตราดังกล่าวเต็มไปหมด ดูแปลกตาเลยทีเดียว บางจุดก็มีการวาดรูปแกะสลักลงสีอย่างงดงาม ชวนให้หยุดรถลงไปเดินถ่ายรูปเป็นระยะๆ แสดงถึงความศรัทธาของชาวบ้านในแถบนี้เป็นอย่างดี หุบเขาที่เต็มไปด้วยหินที่มีการแกะสลักมนตรานี้ เขาเรียกกันว่า Valley of 10,000 Mani Stones ซึ่งหากได้ผ่านทางมาถึงทางนี้ (จากด้านใต้) ก็เป็นอันรู้ว่าอีกไม่เกิน 10 กิโลเมตร ก็จะถึงเมือง Tagong แล้ว





เนื่องจากเป็นเมืองที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะมา จนมาได้ข่าวเรื่องเทศกาลแข่งม้าที่ใกล้ๆ เมืองนี้ พวกเราเลยจำต้องไปหาที่พักเอาดาบหน้า โดยตรงดิ่งไปแถวๆ ที่ลานกลางเมืองหน้าวัดขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของเมืองก่อน ตรงใกล้ๆ วัดมีเกสต์เฮ้าส์ที่ตัวตึกดูดีมีความเป็นทิเบตมีป้ายเขียนว่า Himalayak Guesthouse ตั้งอยู่ ก็เลยลองไปติดต่อดู แล้วก็ให้รู้สึกดีใจมากที่ตัดสินใจเข้าไป เพราะเจ้าของซึ่งเป็นชาว Khampa นั้น พูดภาษาอังกฤษได้เนื่องจากเคยไปอยู่ที่อินเดียและเคยไปทำงานที่สวิสเซอร์แลนด์มาก่อน เลยไม่มีปัญหาเรื่องการเช็คอินเข้าห้องพักและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสถานที่ รวมถึงข้อมูลของเทศกาลแข่งม้าที่พวกเราต้องการจะไปชมด้วย หลังจากมีที่พักเรียบร้อย พวกเราก็ออกเดินทางย้อนรอยเส้นทางเดิมไปถึงแถวๆบริเวณที่มีหินแกะสลัก แล้วก็เลี้ยวรถเข้าสู่ถนนดินเส้นหนึ่ง (ตามคำบอกของเจ้าของที่พัก) ลุยออฟโรดลัดเลาะขึ้นไปบนเขาจนไปถึงบริเวณที่เขามีการจัดงานบนเนินเขาที่เรียกว่า Shamalong ที่ความสูง 4,040 เมตร (ดูจาก GPS ที่ติดตัวไป) ตอนที่ไปถึงทุ่งหญ้าบนเขาจุดที่จัดงานเทศกาลตอนบ่ายๆ นั้น พวกเราเจอเข้ากับคาวบอยชาว Khampa กำลังพากันขี่ม้าข้ามทุ่งหญ้าไปยังจุดสูงสุดของเนิน เพื่อไปศักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์พอดี บริเวณเนินเขาที่จัดงาน ณ จุดนี้ สวยงามสุดๆ เพราะเนินเขาที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวๆนั้นมีภูเขาหิมะ Ya-la (ย่าลา) ที่ตั้งตระหง่านขึ้นมาเป็นฉากหลังดูงดงามตื่นตาตื่นใจมาก (ภูเขา Ya-la หากจำกันได้ ฉันได้เขียนถึงไว้ในตอนแรกๆของการเดินทางในครั้งนี้ แต่เป็นการมองจากทางด้านเหนือของเทือกเขา โดยครั้งนี้มองจากทางด้านใต้ของเทือกเขาที่สูง 5,820 เมตรแห่งนี้)








หลังจากที่ดูเหล่าคาวบอยขี่ม้าข้ามเนินด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสแสบตาแล้ว ฉันเดินย้อนไปแอ่วกลุ่มกระโจมสีขาวๆ วาดลวดลายสีสดใสที่มาตั้งกันเรียงรายอยู่ไม่ไกลกันนัก และได้เจอชาว Khampas ผู้หญิงและเด็กๆ ที่แต่งตัวกันในชุดพื้นเมืองสวยงามชุมนุมกันอยู่ในบริเวณนี้ในช่วงพัก เห็นได้ชัดเจนว่าชนเผ่าที่มาร่วมงานที่ Shamalong นี้ แต่งตัวไม่เหมือนกับที่เห็นในงานเทศกาลขี่ม้าแถว Litang ที่เพิ่งไปมา เครื่องประดับ การทำผมแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเสื้อผ้าแม้จะสไตล์คล้ายๆกันแต่สีสันคนละโทน ข้อมูลที่ฉันได้มาแต่ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่คือ ชาวพื้นเมืองทิเบตชนเผ่าที่ฉันเจอที่นี่ น่าจะเป็นชาว Minyak (มินยัก) ซึ่งเป็นชนเผ่าที่แยกย่อยออกไปอีกในดินแดนทิเบตเดิมที่เรียกว่า Kham แห่งนี้ เขาว่าชาว Minyak ค่อนข้างขี้อายและรักสงบ จากที่ได้ไปลองเลียบๆ เคียงๆ พูดคุยดูก็น่าเชื่อได้ว่าจะเป็นแบบนั้น ทุกคนยังยิ้มแบบอายๆ แต่อัธยาศัยดีเช่นเดียวกับชาวพื้นเมืองทิเบต Khampas ที่ฉันได้พบเจอตลอดเส้นทาง หลังจากที่พยายามเข้าไปพูดคุยด้วยคำทักทายง่ายๆ ทำความสนิทสนมขอถ่ายรูปเพื่อให้ได้ใบหน้าแย้มยิ้มได้ไม่นาน ก็ถึงเวลาแข่งม้าบนเนินเขา ชายชาว Minyak ต่างโชว์ลีลาควบม้าด้วยความเร็วสูงลงเนินก่อนที่จะโน้มตัวลงเก็บผ้าที่พื้นคล้ายๆ กับงานเทศกาลที่ฉันเห็นมา แต่ที่แตกต่างคือระหว่างที่ควบม้านั้น ทุกคนต่างแกว่งชายแขนเสื้อสีสันสดใสที่ยาวเป็นสองสามเท่าของแขนปกติไปมาเป็นริ้วๆ ดูเหมือนการเริงระบำบนหลังม้าไปด้วย พอควบลงเนินเป็นระยะทางยาวตามที่กำหนด ก็จะย้อนกลับขึ้นมาบนเนินเพื่อควบม้าขี่ลงมาใหม่ ในขณะที่สองข้างทางต่างก็เต็มไปด้วยเหล่าผู้หญิงและเด็กๆ ในชุดแต่งกายพื้นเมือง ออกมานั่งชมนั่งเชียร์กันบนพื้นหญ้าอย่างสนุกสนาน สร้างสีสันให้กับเนินหญ้าบนยอดเขาที่ความสูงกว่าสี่พันเมตรได้เป็นอย่างดี
วันต่อมา ฉันกลับมาที่นี่อีกรอบ เนื่องจากได้ข่าวว่าเป็นวันสุดท้ายน่าจะมีการเต้นรำหรือรำวงของหญิงสาวและเด็กๆ ในงาน (ซึ่งฉันพลาดมาจากที่อื่น) ปรากฎว่าวันนี้เกิดฟ้าครึ้มๆ แต่เช้า หลังจากงานแข่งขันในรอบเช้าและบ่ายต้นๆ จบลง ผู้คนก็ทะยอยไปรวมตัวกันแถวแท่นหินที่มีไม้ปักพันด้วยธงมนตร์ต่างๆ ที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่บูชาสวรรค์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คล้ายๆ กับ Ovoo (อูวู) ในวัฒนธรรมมองโกเลียซึ่งส่งอิทธิพลมาถึงดินแดนแถบนี้ จากนั้นก็มีการทำพิธีเดินวนรอบแท่นบูชา น่าจะสามรอบ สุดท้ายมีการโปรยกระดาษหลากสีสันที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมไปรอบๆ แท่นบูชา ไม่นานหลังจากนั้น ฝนเกิดตกลงมาเสียก่อน ทุกคนต่างแยกย้ายไปที่กระโจมบ้าง หาที่หลบฝนบ้าง ฉันก็ได้แต่พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น (เพราะคุยไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะถามใคร) ว่าเขาจะย้ายไปไหนไหม หรือจะเต้นรำกันต่อหลังฝนตก หรืออย่างไร…เมื่อฝนดูท่าจะพรำลงมาตลอดไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ฉันก็เริ่มสังเกตเห็นผู้คนส่วนหนึ่งทะยอยเดินลงไปที่อาคารหลังหนึ่งที่สร้างขึ้นจากวัสดุสำเร็จรูปขึ้นโครงแบบง่ายๆ อยู่อีกด้านของเนิน ก็เลยเดินตามลงไปดูด้วย เมื่อเบียดเสียดผู้คนเข้าไปได้ ก็พบว่ามีสาวๆ กับเด็กๆ ทั้งชายและหญิงต่างยืนเบียดเสียดกันล้อมวงด้านนอก ส่วนเหล่าผู้ชายที่ขี้ม้าแข่งกันมาก็นั่งกันอยู่ตรงกลาง บนกำแพงอาคารประดับด้วยธงมนตร์และผ้าทังกะ มีแท่นบูชาอยู่ด้านหนึ่ง จึงเข้าใจว่าที่นี่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของศาสนสถานที่ตั้งอยู่บริเวณนี้นั่นเอง
เมื่อมีเสียงเพลงดังขึ้น สาวๆ และเด็กๆ ที่ยืนล้อมๆ กันอยู่ก็เริ่มเต้นรำกัน โดยเดินเป็นวงไปรอบๆ เหมือนรำวง มีชายหนุ่มด้านในคอยดื่มกินและตบมือเป็นจังหวะ ส่วนคนนอกอย่างพวกฉันก็คอยเบียดผู้คนที่ยืนมุงกันอยู่อีกส่วนหนึ่งใกล้ๆ ประตูทางเข้า หาช่องว่างถ่ายรูปการเต้นรำอีกที แต่จากพื้นที่จำกัด สีแดงของกำแพงอาคารด้านใน และช่องแสงที่มีจำกัด ทำให้ได้ภาพออกมาไม่ดีนัก น่าเสียดายมากที่การรำวงในตอนจบของเทศกาลขี่ม้า Shamalong ในครั้งนี้ไม่ได้จัดขึ้นบนเนินหญ้าด้านนอก ไม่งั้นคงได้ภาพเครื่องแต่งกายและท่ารำงามๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามแห่งนี้มาให้ได้ชมกัน
ฉันเขียนถึงเทศกาลแข่งม้าหรือขี่ม้า (Horse Festival) ของชาว Khampas ชาวทิเบตชาติพันธุ์ดั้งเดิมในดินแดนแห่งนี้ (อำนาจทางการเมืองการปกครองทำให้มากลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนในมณฑลเสฉวน) ที่คล้ายๆ แต่แตกต่างกันสองแห่งที่ฉันได้ไปประสบพบเห็นด้วยตาของตัวเองมาโดยที่ยังไม่ได้บอกเลยว่า จริงๆแล้วเทศกาลขี่ม้าหรือแข่งม้านี้เป็นเทศกาลประจำปีของชาวพื้นเมืองทิเบตที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูงทิเบตและบริเวณโดยรอบ โดยจะจัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมตามปฏิทินของทิเบต ในเวลาที่อากาศไม่หนาวเกินไป พื้นดินบนที่สูงไม่มีหิมะ แต่มีทุ่งหญ้าเขียวขจีและดอกไม้เล็กๆ ขึ้นกระจายไปทั่ว ชาวพื้นเมืองที่ปกติเป็นชาวเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยกระจัดกระจายและเคลื่อนย้ายไปตามความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ จะมารวมตัวกันในพื้นที่นั้นๆ แล้วแต่จะนัดหมายกันในแต่ละแห่ง (น่าจะจัดการและกำหนดวันโดยวัดที่เป็นศูนย์กลางในพื้นที่) โดยชาวเผ่าเร่ร่อนเหล่านี้จะแต่งตัวแบบจัดเต็มกันมาร่วมงาม เพราะน่าเป็นงานรื่นเริงสังสรรค์ที่จะได้เจอหน้าเจอตาคนอื่นๆ ในจำนวนมากอย่างนี้นานๆ ที งานเทศกาลนี้จะจัดกันอย่างต่ำก็สามวันไปจนถึงเป็นสิบวันขึ้นอยู่กับแต่ละแห่ง เพราะเขาย้ายกระโจมกันมาตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงเลย งานเทศกาลทั้งสองแห่งที่ฉันไปร่วมชมงานเป็นเพียงตัวอย่างงานที่จัดกันกระจัดกระจายทั่วพื้นที่โดยชาวพื้นเมืองกันเอง (ไม่ใช่งานใหญ่ที่ภายหลังทางการจีนได้ให้จัดขึ้นเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีรูปแบบการจัดงานที่ใหญ่โต มีงานออกร้าน งานโชว์ศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ ในเมืองใหญ่ๆ ที่มีกำหนดการล่วงหน้าแน่นอน) ส่วนการจะหาชมงานเทศกาลแข่งม้าแบบพื้นเมืองนี้ได้ที่ไหนเมื่อไหร่นั้น คงต้องใช้ความพยายามและความหูไวตาไวในการสอบถามกับคนในพื้นที่กันเองเมื่อไปถึงถิ่นในช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น









