Maroc: The Sahara

ก่อนหน้าที่จะมาที่โมร็อคโค ประเทศขนาดไม่ใหญ่ไม่โตทางตะวันตกของแอฟริกาเหนือติดมหาสมุทรแอตแลนติคแห่งนี้ หลายต่อหลายคนบอกฉันว่า นอกจากตลาดพื้นเมืองและซากโบราณสถานต่างๆแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการขี่อูฐท่องทะเลทรายซาฮาร่า แม้ว่าจะเป็นเพียงการเยี่ยมเยือนเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของทะเลทรายที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ก็ตาม แต่ประสบการณ์บนหลังอูฐและเนินทรายอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ก็เรียกได้ว่าเป็น “ครั้งหนึ่งในชีวิต” ที่ยากที่จะลืมเลือนได้ ฉันมาถึงเมืองเออร์ฟูด (Erfoud) เอาตอนเย็นย่ำ หลังจากนั่งรถปุเลงๆ ผ่านเทือกเขาแอตลาสมาจากเมืองเฟส (Fez) อันลือชื่อ เป็นเวลากว่าแปดชั่วโมง ครอบคลุมระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตร แม้ว่าเทือกเขาตามเส้นทางที่ผ่านมาจะมีทิวทัศน์ที่แปลกตาน่ารื่นรมย์มิใช่น้อย แต่บ้างส่วนก็ดูแห้งแล้งเหลือเกินในความรู้สึกของคนที่มาจากดินแดนเขตร้อนชื้นอันชุ่มฉ่ำของเมืองไทย ต้นอินทผลัม หนึ่งในพืชที่พบได้มากที่สุดในประเทศนี้ มีให้เห็นเป็นระยะๆ สลับกับทุ่งหญ้าแห้งๆและฝูงแพะฝูงแกะของชาวบ้าน เออร์ฟูด เหมือนเป็นเมืองโอเอซิสขนาดย่อมๆ ที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายอย่างไรอย่างนั้น เมื่อรถวิ่งลัดเลาะลงจากเทือกเขา ผ่านเข้ามายังบริเวณที่เป็นพื้นที่ราบที่มีแนวต้นอินทผลัมขึ้นเป็นแนวขนาบถนนที่ผ่านเข้าเมือง รถเลี้ยวเข้าจอดข้างหน้าโรงแรมคาสบา ซาลูก้า ซึ่งดูภายนอกเหมือนเป็นป้อมที่ก่อสร้างจากดินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางพื้นที่อันแห้งแล้ง จริงๆแล้ว คำว่าคาสบา (Kasbah) เป็นชื่อของเมืองป้อมปราการสมัยก่อนของผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณที่แห้งแล้งแถบนี้ ภายในกำแพงดินของคาสบาโบราณจะมีบ้านเรือน โรงเรียน ที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและป้อมปราการที่ทำการของเจ้าผู้ครองคาสบา เปรียบเสมือนเป็นชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีแทบทุกอย่างพร้อมสรรพอยู่ในตัว แต่ในยุคที่การท่องเที่ยวเฟื่องฟูแบบนี้ คาสบาถูกนำมาใช้เป็นชื่อเรียกโรงแรมขนาดใหญ่ที่สร้างจากดินและฟางตามลักษณะการก่อสร้างคาสบาดั้งเดิม โดยด้านในมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน เมื่อฉันเดินผ่านประตูดินฝ่าความร้อนเข้าไปด้านใน ก็ต้องตะลึงกับการตกแต่งของโรงแรมที่มีแผ่นหินอ่อนมีซากฟอสซิลสวยงามขนาดใหญ่ตกแต่งอยู่เต็มล็อบบี้ เมื่อเดินลึกเข้าไปก็พบกับสระว่ายน้ำ และการตกแต่งที่นำเอาของพื้นเมืองต่างๆมาประดับประดาเต็มบริเวณลานกลางโรงแรม ห้องพักแทรกตัวอยู่ตามตึกดินสูง 2-3 ชั้น… Read More Maroc: The Sahara