Western Sichuan V: A Horse Festival of “Khampas”, Tibetan Cowboys

ในที่สุดฉันก็เดินทางมาถึงเส้นทางสายหลัก G318 (ทางหลวงเสฉวน-ทิเบตตอนใต้) ตามที่ตั้งใจเอาไว้ โดยมาโผล่เอาแถวๆเมืองใหญ่ที่ชื่อ Litang (หลี่ถัง) ที่ความสูงแถวๆ 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขตปกครองชนชาติทิเบตกานจือ มณฑลเสฉวน หรือในแคว้น Kham (คาม) เดิมของชาวทิเบต แม้แต่ที่โรงแรมยังต้องมีออกซิเจนถังเล็กๆบริการให้กับนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ ในกรณีที่ปวดหัวจนนอนไม่หลับ อันเนื่องมาจากโรคความสูง (Altitude Sickness)

            ตัวเมือง Litang เป็นเมืองค่อนข้างใหญ่ เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆในดินแดนแถบนี้ เนื่องจากเป็นหัวเมืองซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าของชาวเผ่าเร่ร่อนของทิเบตมาแต่โบร่ำโบราณ ดาไลลามะหลายๆรูปในประวัติศาสตร์ก็เกิดที่นี่และใช้ชีวิตอยู่ตามอารามตามชานเมืองบนเนินเขาในบริเวณใกล้เคียง ในปัจจุบันมีชาวจีนเข้ามาทำธุรกิจกันเยอะ มีตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางหุบเขาแห่งทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่สีเขียวขจี (ในฤดูร้อน) แต่ในขณะเดียวกันบริเวณโดยรอบก็เป็นเขาสูง เป็นที่อยู่อาศัยของชาว Khampa ชาวทิเบตในดินแดนที่แต่เดิมเรียกว่า Kham แห่งนี้ ที่ตั้งแต่อดีตก็ใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน อาศัยอยู่ในกระโจม เลี้ยงฝูงจามรี ไล่ต้อนไปตามที่ต่างๆแล้วแต่อากาศ และอาหารสัตว์ (ทุ่งหญ้า) จะอำนวย โดยมีม้าเป็นพาหนะคู่กายหลักในการพาตัวเองเดินทางไปในที่ต่างๆ ไม่ต่างจากคาวบอยตะวันตก

ในความเป็นจริงแล้ว ฉันตั้งใจเดินทางมาที่นี่เพื่อชมงานเทศกาลอันเลื่องชื่อของชาว Khampa นั่นคือเทศกาลขี่ม้า (Horse Festival) ที่ข่าวว่าที่นี่จะจัดอย่างใหญ่โตในช่วงที่รัฐบาลจีนสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่เมื่อฉันเดินทางไปถึงนั้น กลับไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย ชาวจีนที่เป็นพนักงานในโรงแรมก็ไม่รู้เรื่อง เข้าใจว่าปีนั้นเป็นปีที่งดจัดงานในเมือง เนื่องจากจีนมีปัญหากับชาวทิเบต (ซึ่งมีอยู่เป็นประจำ เป็นระยะๆ) กลายเป็นว่า ฉันหางานเทศกาลไม่เจอ จนต้องลงทุนลุยไปที่กลุ่มเต๊นท์สีขาวของชาว Khampa อีกด้านหนึ่งของเมืองเพื่อถามไถ่ แบบที่คุยกันไม่รู้เรื่อง แต่สุดท้ายแล้ว ฉันก็เจอกับคาวบอยชาว Khampa ที่จูงม้ามาด้วย แถมยังตกแต่งเครื่องประดับให้ม้าอีก จึงได้ความในที่สุดว่า มีการจัดงานเทศกาลกันเอง (ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลจีน) ที่ทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งนอกเมืองห่างไปประมาณ 30 กม. ซึ่งไม่มีชื่อเฉพาะเจาะจงแบบหาในกูเกิ้ลแม็พอะไรก็คงไม่เจอ นับเป็นความโชคดีมากที่บังเอิญว่าเขาจัดงานกันบนทุ่งหญ้าที่อยู่บนเส้นทางที่ฉันเพิ่งผ่านมาเพื่อตัดเข้าสู่ถนนสาย G318 แห่งนี้ และฉันได้เห็นกลุ่มกระโจมสีขาวตั้งอยู่กลางหุบที่เขากล่าวถึงมาก่อนเข้าสู่เมือง Litang พอดี จากข้อมูลที่ได้มาเพียงน้อยนิดเนื่องจากอุปสรรคด้านภาษาจึงทำให้อนุมานได้ว่าเขาคงจะจัดกันที่นั่น…โดยไม่รอช้า ฉันบอกคนขับรถให้ขับกลับไปที่ตรงนั้นเพื่อสืบสาวราวเรื่องต่อในทันที…และพบว่ามีชาว Khampa มารวมตัวกันตระเตรียมข้าว ซ้อมขี่ม้า ฯลฯ เพื่อที่จะเข้าร่วมเทศกาลขี่ม้าที่จะจัดขึ้นจริงๆโดยงานเทศกาลจริงๆจะเริ่มในวันถัดไป…

ในวันแรกที่พวกเราไปดูสถานที่นั้น ฉันได้พูดคุยกับพระลามะและหนุ่มๆชาวคัมปะที่อยู่แถวๆกระโจมด้านหน้าๆใกล้ๆกับบริเวณที่เราจอดรถ เหมือนเช่นที่ผ่านมาชาวคัมปะใจดีเสมอ เรียกพวกเราเข้าไปจิบชา ชวนกินอาหาร (ต้มเครื่องในจามรี!) ที่เขาเตรียมอยู่ในกระโจม พวกเราเริ่มเข้าใจได้ว่าชาวคัมปะเหล่านี้ปกติที่จะเร่ร่อนขี้ม้าเลี้ยงสัตว์ (จามรี) ไปตามที่ต่างๆที่มีทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ พากันมาตั้งกระโจมที่บริเวณรอบๆที่จัดงาน และคงค้างที่นี่กันหลายวัน เพราะลูกเด็กเล็กแดงมาพร้อมหน้าพร้อมตากันหมด หลังจากพูดจาทักทายกันอยู่ในกระโจมไม่นาน พวกเราขอออกมาเดินชมด้านนอก พ่อหนุ่มคาวบอยคัมปะผมยาวคนหนึ่งจูงม้ามาชวนให้พวกเราขึ้นขี่ แล้วตัวเองก็โชว์ขึ้นไปขี่หลังม้าทำท่าเหมือนจะตกลงมา แต่เอาขาเกี่ยวไว้ แล้วดึงตัวกลับขึ้นไปใหม่ ทำให้ดูอยู่หลายรอบแถมชวนพวกเราลองทำตามอีกต่างหาก ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครในพวกเราทำได้ หลังจากเดินเล่นและสอบถามเวลาแน่นอนว่าจะเริ่มกี่โมงพรุ่งนี้ เราก็เดินทางกลับเข้าเมืองไปกินข้าว พักผ่อนกันให้เต็มที่ก่อนที่จะถึงวันจริงในวันถัดไป

ราวๆแปดโมงเช้า พวกเราก็ไปพร้อมที่บริเวณทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ที่สถานที่จัดงาน เหล่าคาวบอยทิเบตเริ่มออกมาแต่งตัวให้ม้าด้วยการผูกผ้าสีสันสดใส ทักเปียที่หางให้ บ้างก็ผูกโบว์ บ้างก็ผูกผม มัดจุกให้ม้า ดูละลานตามากๆ ทุกคนดูตั้งใจกันมากที่จะทำให้ม้าของตัวเองสวยหล่อที่สุด พวกเราเริ่มออกเดินไปตามกระโจมต่างๆเพื่อถ่ายรูปคนบ้าง ถ่ายรูปม้าบ้าง วันนี้หนุ่มสาวชาวคัมปะแต่งตัวกันด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับเต็มยศ ดูสวยสดงดงามและได้บรรยากาศแห่งงานเทศกาลประจำปีสุดๆ ผู้ที่แต่งตัวให้ม้าเสร็จแล้ว ก็มีการจุดธูป สวดมนต์และเดินวนให้ควันวนรอบตัวม้า รวมๆกับควันไฟหุงต้มจากในกระโจมด้วยแล้ว บรรยากาศมันดูขลังขึ้นมาแบบบอกไม่ถูก ระหว่างที่กำลังเดินวนเวียน ถ่ายรูปนู่นนี่นั่นอยู่ จู่ๆหนุ่มๆทั้งหลายก็กระโจนขึ้นมาและควบมุ่งหน้าออกไปในทิศทางเดียวกันหมด โชคดีเข้าข้างพวกเราอีกรอบที่มีหนุ่มพูดภาษาอังกฤษได้คนหนึ่งเดินเข้ามาทัก และบอกพวกเราว่า เหล่าคาวบอยทั้งหลายกำลังขี่ม้าไปต้อนรับลามะผู้ใหญ่ที่กำลังเดินทางมาถึง เพื่อมาเปิดงานในครั้งนี้ พวกเราก็เลยอยากรู้เขาทำอะไรเดินตัดเนินตามไปดูด้วย เล่นเอาเหนื่อยหอบเพราะต้องเดินเร็วๆตัดไปตามเนินสูงๆต่ำๆ บนความสูงสี่พันเมตรตามที่กล่าวไปแล้ว…ไปถึงทันได้เห็นพระลามะอวยพรให้เหล่าคาวบอยทั้งหลายที่พยายามเข้าไปให้ถึงตัวและรับพร พวกเราก็เลยได้อานิสงค์รับพรไปด้วย ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจขอติดรถกะบะที่อยู่ในขบวนลามะกลับเข้ามาที่งานตามถนน (ไม่ขอหอบสังขารเดินตัดเนินกลับมาแล้วจ้า หมดแรง)

ด้วยความที่ไม่สามารถสื่อสารอะไรได้มากมายนัก ทุกอย่างเลยต้องไปตามน้ำ เขาเริ่มอออะไรกันที่ไหน ก็รีบเดินตามไปดู หลังจากที่เหล่าคาวบอยแต่งตัวให้ม้าเสร็จและเปลี่ยนชุดหล่อกันเรียบร้อย (งานนี้ผู้ชายล้วนๆ ผู้หญิงแต่งตัวสวยมาชมกันอย่างเดียว) ก็พากันทะยอยไปบริเวณด้านหนึ่ง ที่เข้าใจว่าเป็นจุดเริ่มต้น มีเหล่าลามะมานั่งเป็นแถวรวมตัวกันข้างหนึ่ง ชาวบ้านที่มาชมก็ชมกันอีกข้างหนึ่ง มีพิธีมอบผ้าคล้องคอคาวบอยทั้งหลาย สวดมนต์เสร็จ ใครพร้อมก็ฮ้อม้ากันเลย หลังจากสังเกตการณ์อยู่สักพักจึงเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่การแข่งความเร็ว แต่เป็นการแข่งโชว์ลีลามากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าความเร็วก็เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความสามารถในการขี่ม้าทำสิ่งต่างๆไปด้วย เช่นการก้มเก็บผ้าที่พื้น (มิน่าพ่อหนุ่มเมื่อวานถึงทำท่าเหมือนจะตกม้าแต่ไม่ตกให้พวกเราดู) และการยิงเป้าขณะอยู่บนหลังม้าเป็นต้น พอวิ่งไปถึงอีกด้าน ก็พากันทะยอยกลับมาจุดเริ่มต้นใหม่ แล้วก็ฮ้อออกไปอีก โดยไม่มีคิวแน่นอน ใครพร้อมก็ออก พร้อมก็ออก ส่วนการนับคะแนนอะไรยังไงนั้น สุดปัญญาที่คนนอกที่ไม่รู้ภาษาอย่างพวกเราจะเข้าใจได้ รอบๆก็จะมีคนมาชมกันเต็มไปหมด กระโจมมีขายของ บ้างก็เอาของที่ระลึกมาขาย คนเยอะ เด็กเยอะ สาวๆก็เยอะ เรียกว่าเหมือนงานวัดที่หนุ่มๆสาวๆแต่งตัวมาเจอกันก็เป็นได้ เพราะโดยปกติต่างคนต่างอยู่เพราะมีวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก

หลังจากหมดรอบเช้า (ใกล้เที่ยง แดดแรงมากๆ พากันหลบเข้ากระโจมกันหมด) พวกเราก็ตีรถไปหาของกิน ก่อนกลับมาใหม่ตอนบ่ายสองกว่าๆ ชาวคัมปะก็ยังนั่งพักหลบแดดกันอยู่ สักพักจึงเริ่มค่อยๆลุกขึ้นมาแต่งตัวกันใหม่ คราวนี้สีสัดในทุ่งหญ้าที่ว่าจัดจ้านอยู่แล้ว กลับจัดจ้านขึ้นไปอีก เนื่องจากมีการเอาผ้าที่ได้รับมาจากลามะ และผ้าที่ก้มเก็บกันเมื่อเช้ามาแต่งตัวให้ม้าเพิ่มขึ้นอีก แล้วการโชว์ลีลาแบบเดิมๆก็เริ่มขึ้นอีกราวๆบ่ายสี่โมงเย็น พวกเราเริ่มละจากการฮ้อม้า ไปถ่ายรูปผู้มาชมงานกันบ้าง ก็แต่งตัวงามๆกันทั้งนั้น จนงานเลิก ทุกคนต่างก็ทะยอยกันกลับ งานมีใหม่เช้าวันถัดมา กับตอนบ่ายๆ แต่เป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ในวันที่สองนี้ การถ่ายภาพชาวคัมปะเริ่มง่ายดายขึ้นกว่าเดิม เพราะทุกคนดูเหมือนจะคุ้นหน้าคุ้นตาคนแปลกหน้าอย่างพวกเราแล้ว (เล่นมากันติดกันสามวัน) บางคนยิ้มทักทายให้พวกเราก่อนด้วยซ้ำ เดินผ่านกระโจมก็ชวนจิบชา เด็กๆเริ่มเข้ามาเล่นด้วย สาวๆยอมยิ้มให้เวลาที่ถ่ายรูป (จริงๆถ้าทักทายเฉยๆก็ยิ้มแย้มให้ทุกคนอยู่แล้ว แต่พอยกกล้องขอถ่ายรูปปั๊บ รอยยิ้มจะหายไปในทันที แม้จะยอมให้ถ่ายรูปก็ตาม) ตามที่สอบถามมา ในวันที่สามซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงานเทศกาลที่นี่ จะมีการเต้นรำของชาวคัมปะ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเวลาที่สาวๆและเด็กๆ จะได้แสดงความสามารถให้หนุ่มๆได้ชมกันบ้าง แต่เนื่องจากพวกเราได้ข่าวคราวของการจัดงาน Horse Festival ในที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งไกลออกไปหลายชั่วโมง พวกเราจึงต้องออกเดินทางต่อแทน โดยไม่ทันได้ไปชมงานเต้นรำในวันสุดท้ายของที่นี่อย่างน่าเสียดาย

ในส่วนของเมือง Litang นั้น ฉันจึงได้เห็นแค่โรงแรมที่พัก และร้านอาหารจีนมุสลิม กับร้าน Hot Pot ที่เข้าไปรับประทานเท่านั้น เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการไปอยู่ที่ทุ่งหญ้าที่มีงานเทศกาลมากกว่า แม้ว่าจะได้เดินตลาดเล่นๆบ้าง แต่ก็ไม่ได้ดูอะไรมาก จำได้แต่ว่าที่นี่มีร้านขายถั่งเช่าอยู่มากมายหลายร้าน แม้แต่โรงแรม ยังมีตั้งชื่อว่าโรงแรมถั่งเช่าด้วยเลย…

เช้าตรู่วันต่อมา พวกเราละจากงานเทศกาลขี่ม้าแถว Litang ที่สุดแสนตระการตาในความแปลกใหม่ของวัฒนธรรมที่แตกต่างอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะออกเดินทางไปตามเส้นทางสาย G318 ตีย้อนกลับไปทางทิศตะวันออก (กลับไปทางเมืองเฉิงตู) ตามกระแสข่าวของเทศกาลขี่ม้าที่จะจัดขึ้นในอีกมุมหนึ่งของพื้นที่อันกว้างใหญ่ของมณฑลเสฉวนแห่งนี้ซึ่งมีภูมิประเทศที่แตกต่างกันออกไป…

โปรดติดตาม

Leave a comment