Hideaway in Osa Peninsula, Costa Rica

บางครั้ง ความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่ก็ทำให้หลายๆคนเลิกล้มความตั้งใจที่จะเดินทางไปถึง แต่ในหลายๆครั้ง เพราะความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่นี่เอง ที่ทำให้อีกหลายๆคนดั้นด้นที่จะไปให้ถึง เพื่อหลีกห่างจากความพลุกพล่านของผู้คนอันเนื่องมาจากความง่ายในการไปถึง หรือเพื่อหลบห่างจากอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้ถูกตามมาถึง หรือเพื่อไปในที่ที่แตกต่างที่ในบางครั้ง…อาจได้รู้จักกับตัวตนของตัวเองในมิติที่แตกต่างออกไป…

            พื้นที่เล็กๆริมมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่พอหันหลังอีกด้านก็จะเห็นพื้นที่ป่าฝนขนาดใหญ่อันเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Corcovado  (คอร์โควาโด) บนคาบสมุทร Osa (โอสา) คาบสมุทรที่อยู่ทางตอนใต้สุดทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของประเทศคอสตาริก้า คือจุดหมายปลายทางของฉันในการหลีกหนีความวุ่นวายไปอยู่ท่ามธรรมชาติอันยิ่งใหญ่แห่งอเมริกากลางที่รวมเอาผืนป่าและผืนน้ำเข้าไว้ด้วยกันในครั้งนี้ แน่นอนว่า ก่อนจะเดินทางมาถึงที่นี่ได้ค่อนข้างจะลำบากลำบนพอสมควร ไม่นับรวมถึงที่ต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาครึ่งโลกจากประเทศไทย จุดที่ฉันไปไม่มีถนนให้รถยนต์ไปถึงอีกทั้งยังอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ห่างไกลที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เริ่มจากการนั่งเครื่องบินใบพัดขนาดเล็กจากเมืองหลวง San José (ซานโฮเซ่) (แม้ว่าจะหวาดเสียวแต่ก็ได้ชมภูมิประเทศในระหว่างทางอย่างเต็มอิ่ม) ไปยังเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งก่อนต่อด้วยรถแท็กซี่จากสนามบินไปที่ท่าเรือริมแม่น้ำ Sierpe (เซียร์เป้)  นั่งรอเรือมารับลัดเลาะไปตามป่าโกงกางอันกว้างใหญ่จนโผล่ออกไปยังผืนน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิก ไปถึงบริเวณท่าเรือเล็กๆในหมู่บ้านที่ Bohia Drake (โบเฮียเดรก) หรือ Drake Bay (อ่าวเดรก) ก่อนที่จะมีคนมาเรียกให้เปลี่ยนไปขึ้นเรือลำเล็กกว่าตะลุยผ่านคลื่นลมในมหาสมุทร (เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เปิดออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิโดยตรง คลื่นลมจึงแรงกว่าในทะเลปิด) ไปลงที่หาดทรายที่ห่างไกลออกไป หลังจากที่พาตัวพ้นน้ำมาได้ก็แบกของเดินเท้าตัดผ่านป่าไปยังหาดอีกแห่งหนึ่งที่เป็นที่ตั้งของที่พัก ทั้งหมดทั้งมวลฉันเพียงรู้คร่าวๆว่าจะต้องเจอกับพาหนะอะไรบ้าง แต่ไม่รู้ว่าเรือลำไหน ถึงไหนแล้ว และไม่มีป้ายอะไรบอก ได้แต่ตะแคงหูฟังใครสักคนตะโกนชื่อที่พักที่ฉันจะไปขึ้นมาเท่านั้น ทันทีที่ได้ยินชื่อฉันรีบรี่เข้าไปถามไถ่อีกรอบแบบรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างว่าจะให้ไปอย่างไรต่อ (เนื่องจากคนที่คอสตาริก้าใช้ภาษาสเปนเป็นหลัก) แต่ในที่สุดฉันก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางอันแสนห่างไกลแห่งนี้ได้โดยสวัสดิภาพ

            คาบสมุทร Osa ฝั่งที่หันหน้าออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิคยังคงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติไว้อย่างเต็มเปี่ยม สมกับที่คอสตาริก้าได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (Eco-Tourism) ป่าฝนที่อยู่ติดมหาสมุทรของที่นี่ทำเอาฉันตั้งตัวแทบไม่ทัน เพราะในขณะที่กำลังเดินตามป่าชายหาดงงๆว่าฉันอยู่ที่ไหนกันแน่? จะถึงที่พักหรือยัง? ในวันแรกที่มาถึง ฉันกลับเจอทั้งตัว Coati  (โคอาติ) นอนขี้เกียจอยู่บนคบไม้ Scarlet Macaw นกแก้วมาคอว์ขนาดใหญ่สีสันสดใสส่งเสียงร้องก้องชายหาดอยู่ในไม้ยืนต้นริมทะเลที่มีใบหนาทึบที่แทบจะหาตัวไม่เจอ เดินไปสักพักเจอฝูงนกกระทุงสีน้ำตาล (Brown Peligans) ร่อนล้อลมกับเกลียวคลื่น ฉันแทบจะควักกล้องจากกระเป๋าเป้พะรุงพะรังที่แพ็คมาอย่างดีเพื่อขึ้นเครื่องบินต่อรถลงเรือหลายรอบออกมาแทบไม่ทัน เดี๋ยวนะ ขอเวลาตั้งตัวเอาของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้วเราค่อยๆออกมาเจอกันจะได้ไหม…

            หนึ่งอาทิตย์ที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไม่มีสักวันที่ฉันจะไม่เจอตัวอะไรเด็ดๆ โชคดีที่ที่พักที่ฉันอยู่มีเจ้าของเป็นนักพฤกษศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรของป่าฝนเขตร้อนในทวีปอเมริกา ในสวนของที่พักจึงเต็มไปด้วยพืชพรรณและสมุนไพรปลูกแซมไปกับไม้ยืนต้นดั้งเดิมของท้องถิ่นเต็มไปหมด หลายชนิดเป็นพืชพรรณที่คุ้นหน้าคุ้นตาในเมืองไทยเพราะถูกนำเข้ามาเป็นไว้ประดับมาตั้งแต่สมัยก่อนจนคนไทยคิดว่าเป็นไม้พื้นเมือง พืชพรรณเหล่านี้ชวนเชิญให้นกและสัตว์ป่าต่างๆเข้ามาหากินกันอย่างอิสระ แค่นั่งเล่นอยู่ที่ระเบียงห้อง ฉันได้เห็นทั้งนกฮัมมิ่งเบิร์ด นกแก้วและนกสีสันแปลกตาหน้าตาไม่คุ้นเคยชนิดต่างๆ รวมถึงลิง กระรอก และสัตว์เลื้อยคลานอย่างอีกวาน่าตัวโตๆตามสุ่มทุมพุ่มไม้รอบๆแทบจะตลอดเวลา โดยไม่ต้องออกแรงเดินไปไหนไกล

 เดินทางมาไกลขนาดนี้ ร้านอาหารต่างๆในบริเวณใกล้เคียงก็ไม่มี จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึงพาอาหารที่จัดการโดยที่พัก ที่นี่เสริฟผลไม้ก่อนมื้ออาหารเป็นเรื่องปกติ น้ำผลไม้หรือน้ำผักสดๆจากผักผลไม้ในพื้นที่ อาหารต่างๆผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุดให้ได้รับสารอาหารเต็มๆตามหลักการรับประทานอาหารแบบ Clean และ Green ขนานแท้ ทำเอาตัวฉันรู้สึกเหมือนผ่านการดีท็อกซ์จากการกินอยู่ที่นี่หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ควบคู่ไปกับการสูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด เพราะไม่มีเครื่องยนต์อื่นใดในบริเวณ แม้แต่ที่ชายหาดที่ถึงแม้ชายหาดจะไม่ขาวแบบชายหาดขึ้นชื่อแบบบ้านเรา ก็แทบจะไม่มีเรือผ่านไปผ่านมาให้เห็น โดยมิต้องกล่าวถึงเครื่องเล่นต่างๆในทะเล จะมีก็แต่ความเป็นธรรมชาติดิบๆแบบดั้งเดิม มีชาวบ้านเดินผ่านพอให้เห็นนานๆครั้ง นักท่องเที่ยวก็น้อยมากนับคนได้ แน่นอนว่าหาดที่สงบแทบจะไร้สิ่งรบกวนเช่นนี้ ย่อมเป็นที่วางไข่ของเต่าทะเล ซึ่งถ้ามาให้ถูกเวลาก็อาจได้พบกับลูกเต่าน้อยๆค่อยๆออกจากไข่ไต่ลงทะเลกันได้ไม่ยาก…

ในวันที่ฉันนึกอยากสำรวจลึกเข้าไปในพงไพร ฉันเดินย้อนกลับไปทางชายหาดที่ผ่านมาเมื่อครั้งมาถึง ผ่านป่าและชายหาดไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็เห็นร้านเล็กๆริมปากแม่น้ำ Rio Clara (ริโอคลาร่า) ที่ไหลออกสู่มหาสมุทร พอเห็นนักท่องเที่ยวที่เดินมาจากอีกทางหนึ่งเล่นน้ำพอหนาตาขึ้นมาบ้าง ฉันติดต่อขอนั่งเรือไฟเบอร์ท้องแบนลำเล็กๆของร้านนี้เพื่อลัดเลาะเข้าไปตามลำน้ำอันใสสะอาดสมชื่อ Clara (clara=clear=ใส) สองข้างทางตามลำน้ำเป็นป่าทึบ มีกิ้งก่าชื่อน่าสนใจว่า Jesus Christ Lizard วิ่งไปวิ่งมาบนผิวน้ำก่อนหลบเข้าไปในป่าข้างทางให้เห็น (ชื่อนี้มาจากที่มันสามารถวิ่งไปบนผิวน้ำได้) คนพายเรือชี้ชวนดูสัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆที่อยู่ริมน้ำ รวมไปถึงนกนานาชนิดแห่งอเมริกากลางที่แปลกหูแปลกตาสำหรับชาวเอเชียอย่างฉัน  ลำน้ำสงบเงียบแบบถึงที่สุด ป่าก็สวยสุดๆ คนเรือพายเรือทวนน้ำขึ้นไปจนสุดเจอหินเกาะแก่งที่ไม่สามารถพาเรือต่อไปได้ ฉันลงจากเรือเดินเท้าต่อเข้าไปเพื่อไปเล่นน้ำที่น้ำตกกลางแก่งเล็กๆ ก่อนเดินย้อนกลับมาที่เรือจอดปล่อยตัวล่องลอยตามลำน้ำกลับมาตามเส้นทางที่นั่งเรือทวนน้ำมา โดยมีคนเรือคอยพายจอดรอเป็นระยะๆ น้ำใสไหลเย็นท่ามกลางสีเขียวครึ้มของพงไพร น่าสบายใจสุดๆ ระหว่างทางกลับคนเรือยังชวนพาปีนป่ายไปตามหินริมน้ำเข้าไปดูน้ำตกเล็กๆน้อยๆระหว่างทางอีกด้วย…

          ในวันที่ฉันนึกอยากสำรวจท้องทะเล (มหาสมุทร) แปซิฟิก ฉันก็ให้ทางที่พักติดต่อไปที่ร้านดำน้ำที่อยู่แถว Bahia Drake เอาเรือมารับที่หาดที่ใกล้ที่สุดที่เรือพอจะเข้าหาดทรายได้ ไปดำน้ำที่เกาะ Caño (คานโย่) ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของคอสตาริก้า ระหว่างที่นั่งเรือไปก็ได้เจอกับวาฬหลังค่อม (Humpback Whale) ตวัดหางขึ้นมาให้เห็น ฝูงโลมาสปินเนอร์กระโดดเล่นคลื่น เต่าทะเลโผล่หัวออกมาเหนือผิวน้ำไล่งับปลาปักเป้า ก่อนตัวเองจะดำดิ่งลงน้ำไปชมแนวปะการังที่มีปลาเยอะมากๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของพื้นที่ ระหว่างพักดำน้ำก็มีโอกาสได้ขึ้นเกาะไปนั่งพัก ดูปูเสฉวนเป็นร้อยๆเดินกันควั่กไคว่เต็มหาด บนเกาะนี้เป็นที่ที่ฉันเจอผู้คน (นักท่องเที่ยว) เยอะที่สุดแล้วในช่วงระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา เพราะเป็นจุดพักสำหรับการออกมาดำน้ำชมปะการังของบริเวณนี้ ในขณะเดียวกัน นกและสัตว์ต่างๆก็ยังมีให้เห็นได้ไม่ยากในป่าหลังหาด

            หรือในวันที่ฉันอยากชิลล์ๆทำตัวสบายๆอยู่แถวที่พัก ฉันก็ยังได้ยินเสียงร้องโหยหวลก้องป่าของลิง Howler Monkey จนนึกถึงเสียงชะนีบ้านเราเป็นครั้งคราว เดินไปตามทางเดินที่มีร่องน้ำจืดมาจากเขาด้านหลังก็ได้เจอและได้ยินเสียงนกร้องระงม หรือแค่เดินออกไปริมหาด แช่น้ำ ชมคลื่นขนาดใหญ่แตกฟองซัดเข้าหาฝั่ง นกน้ำนกทะเลบินผ่านไปผ่านมาไม่ขาดสาย หรือจะนั่งพักชิลล์ๆรอชมพระอาทิตย์สีแดงกลมโตจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรเบื้องหน้า พร้อมๆกันกับที่เห็นพระจันทร์ดวงกลมโตโผล่ขึ้นมาให้เห็นจากทางด้านหลัง การได้มาพักผ่อนกินอยู่ในธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของคาบสมุทรโอสาแห่งนี้ ทำให้ฉันได้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำพูดติดปากของคนที่นี่ หรือจะเรียกว่าเป็น Motto ของประเทศเลยก็ว่าได้ “Pura Vida!” ซึ่งแปลตรงตัวว่าชีวิตอันบริสุทธิ์ (Pure Life) หรือชีวิตที่เรียบง่าย ซึ่งเป็นเหมือนวิถีชีวิตของคนที่นี่ ทำตัวตามสบาย ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ต้องกังวลกับอะไรมาก และมีความสุขกับการใช้ชีวิตในธรรมชาติโดยไม่เร่งร้อน…นั่นคือสิ่งที่ฉันได้ค้นพบและได้สัมผัสในดินแดนที่มีผืนป่าจรดมหาสมุทรแห่งนี้…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s