
มณฑลเสฉวนของจีน โดยเฉพาะทางด้านตะวันตกนั้น มีพื้นที่กว้างใหญ่ไปจนจรดดินแดนปกครองตนเองของทิเบต แต่เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆของจีนแล้ว มีน้อยคนที่จะรู้จักหรือได้เดินทางไปถึง เรียกได้ว่าเป็น Unseen China แม้แต่สำหรับคนจีนเองก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นที่ที่ห่างไกล พื้นที่เป็นภูเขาสูง และค่อนข้างจะเข้าถึงได้ยาก รวมถึงยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบสถานที่ท่องเที่ยวดังๆที่อื่นของจีน ส่วนใหญ่การมาเยี่ยมเยือนเสฉวนถึงกระจุกตัวอยู่ทางทิศตะวันออกที่มีเมืองเฉิงตูเป็นเมืองศูนย์กลางหลัก ครั้งนี้ฉันและเพื่อนมีแผนการที่จะเยี่ยมชมดินแดนทางทิศตะวันตกของมณฑลเสฉวน ยาวไปจนจรดทิเบต หลังจากที่บินมาลงที่เฉิงตูเพื่อเตรียมการต่างๆแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางโดยใช้เส้นทางหลวง S303 มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีเป้าหมายแรกอยู่ที่แถวๆเมือง Danba (ตันปา) ซึ่งห่างจากเฉินตูออกไปประมาณ 320 กว่ากิโลเมตร


หลังจากรถติดอยู่ในตัวเมืองเฉินตูประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ในที่สุดรถของเราก็หลุดเข้าสู่เส้นทางที่เริ่มเข้าสู่เขตที่ราบสูงของมณฑลเสฉวนและส่วนหนึ่งของเทือกเขา Hengduan (เหิงต้วน) ถนนเลาะเลี้ยวไปตามแม่น้ำ มีอุโมงค์ที่ทะลุผ่านภูเขาเป็นระยะๆ ก่อนที่จะค่อยๆไต่ความสูงขึ้นไปที่สามพันกว่าเมตร ระหว่างเส้นทางสามารถมองเห็นยอดภูเขาหิมะไกลๆของเทือกเขาแถบนี้ได้ โดยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่เปิดปิดมากน้อยแค่ไหน ถนนเริ่มหักศอกคดเคี้ยวขึ้นไปถึงช่องเขาบริเวณใกล้ๆเทือกเขา Siguiniang (ซิกุยเนียน) หรือที่คนไทยเรียกว่าเทือกเขาสี่ดรุณี มีจุดพักรถชมวิวที่มีชาวบ้านเอาของที่หาได้ในดินแดนแทบนั้นมาวางขาย ซึ่งรวมถึงเนื้อบาบีคิวย่างสไตล์เสฉวน ผักป่า น้ำผึ้งป่า รวมไปถึงตัวกะท่างตากแห้ง! หลังจากนั้นเส้นทางจะลดระดับลงมาตามแนวไหล่เขาลัดเลาะไปตามแม่น้ำอีกครั้ง เนื่องจากครั้งนี้เป็นการเช่ารถมากันเอง พวกเราจึงสามารถบอกคนขับรถให้หยุดที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการ โดยนอกจากการพักเข้าห้องน้ำ (ข้างทาง) กินข้าว หยุดพักถ่ายรูปวิวทิวทัศน์เป็นระยะๆแล้ว จุดที่หยุดจริงจังจุดแรกคืออำเภอเล็กๆแห่งหนึ่งริมแม่น้ำ เนื่องจากมีอาคารหอคอยทรงแปลกตาขนาดใหญ่เรียกความสนใจของผู้ร่วมทางทุกคน อำเภอนี้มีชื่อว่า Worixiang (โหว่ยรืเซียง) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Wori อาคารสูงแปลกตานี้เป็นหอคอยทรงสี่เหลี่ยมที่มีฐานสร้างจากหินและมีเก๋งสามชั้นสร้างจากไม้ในรูปแบบจีนทิเบตอยู่ด้านบนดูราวกับดอกเห็ด ตามประวัติเท่าที่หาได้หอคอยแห่งนี้สร้างขึ้นมา 200-300 ปีมาแล้วในสมัยต้นราชวงศ์ชิง (Qing) มีความสูงรวมทั้งหมดประมาณ 22.5 เมตร ถูกใช้เป็นป้อมปราการและเป็นหอเก็บคัมภีร์ในสมัยก่อน รอบๆหอคอยจะมีผู้เฒ่าผู้แก่นั่งจับกลุ่มหญิงชายคุยกันอยู่ ท่าทางอัธยาศัยใจดี ยิ้มให้นักเดินทางหน้าตาแปลกๆอย่างพวกเรา และพยายามจะพูดคุยด้วยท่าทางเป็นกันเอง เมื่อพบว่ามีคนพูดภาษาจีนได้แม้จะเพียงน้อยนิดอยู่ก็ตามอยู่ในกลุ่มของพวกเรา


หลังจากแวะถ่ายรูปอาคารและบ้านเรือนแถบนี้แล้ว พวกเราเดินทางกันต่อไปยังเป้าหมายที่คาดว่าจะเป็นที่นอนของพวกเราได้ (ไม่ได้จองล่วงหน้า) นั่นคือเทศมณฑล Danba (ตันปา) ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองชนชาติทิเบตกานจือ (Ganzi Tibetan Autonomous Prefecture) ซึ่งพอถนนเข้าสู่เขตตัวเมืองของอำเภอนี้เท่านั้น ฉันถึงกับตะลึงงัน เพราะหลังจากผ่านเส้นทางแสนชนบทและทรหดตั้งแต่ออกจากเมืองเฉิงตูมาหลายชั่วโมง อยู่ดีๆก็มาเจอกับเมืองขนาดใหญ่โต มีแต่ตึกหลังใหญ่ๆแบบจีนยุคใหม่เรียงรายอยู่ริมแม่น้ำ ไม่ได้เข้าอะไรกับเส้นทางที่ผ่านมาเลยสักนิด อย่างไรก็ดี รถของเราได้แต่ขับผ่านเขตศูนย์กลางแห่งนี้ไปเท่านั้น เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือหมู่บ้านแบบทิเบตเล็กๆที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดของจีน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเขตตัวเมือง Danba ไปทางเหนือประมาณ 10 กิโลเมตร

ก่อนที่จะไปถึงหมู่บ้าน ฉันขอกล่าวถึงเทศมณฑล Danba นี่สักนิด ถ้าไม่นับเขตเมืองใหม่ศูนย์กลางที่มีตึกใหญ่โตมโหฬารตามที่กล่าวมาแล้ว ดินแดนแห่งนี้ประกอบไปด้วยหมู่บ้านเล็กๆกระจายตัวออกไปตามหุบเขาโดยรอบ ที่ตั้งอยู่ที่ความสูงประมาณ 2,000-2,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล รอบๆหมู่บ้านจะเป็นที่นาแบบขั้นบันไดแซมด้วยป่าละเมาะ มีแม่น้ำ (ที่เคยมีทองคำ) อยู่หลากหลายสายไหลผ่านแต่ละหมู่บ้าน และว่ากันว่าเจงกีสข่านเคยมาหยุดพักทัพที่นี่ รวมถึงตัวกุบไบลข่านเองก็มีหลักฐานการผ่านดินแดนแถบนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1253 Danba มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของหมู่บ้านแบบทิเบตโบราณ ที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นไม่เหมือนใคร และหอคอยหรือป้อมโบราณมากมายเป็นพันๆที่ปรากฎอยู่ตามจุดๆทั่วดินแดน รวมถึงความเลื่องลือของสาวงามในดินแดนแถบนี้ จนได้ชื่อว่าเป็น Beauty Valley ตามตำนานที่ว่ามีฝูงนกฟินิกซ์บินผ่านมาที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนี้ แล้วตัดสินใจแปลงร่างเป็นสาวงามพักอาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งในความเป็นจริงชาวพื้นเมืองปัจจุบันที่อาศัยอยู่แถบนี้เป็นลูกผสมของกลุ่มชาติพันธุ์เชียง (Qiang) ที่อาศัยอยู่ในดินแดนเสฉวนตะวันตกมาแต่ดั้งเดิมกว่าสองพันปีก่อนและชาวจีนจากทางตะวันออกที่อพยพเข้ามาตามกาลเวลาในประวัติศาสตร์


หมู่บ้าน Jiaju (เจวียจวู) คือหนึ่งในตัวอย่างหมู่บ้านแบบทิเบตโบราณที่สวยที่สุดที่ฉันพูดถึง ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่เรียงรายบนเนินเขา Kapama (คาพามา) ที่หันหน้าสู่แม่น้ำ Dajin (ต้าจวิน) เบื้องล่าง ตัวอาคารสร้างด้วยหินและไม้ตามวัฒนธรรมของชาวเชียง ที่เรียกว่า Jiarong-Tibetan (เจวียหลง-ทิเบต) ซึ่งเป็นต้นแบบของรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นเมืองหลักของทิเบตในเวลาต่อมา หากมองจากจุดชมวิวหมู่บ้าน จะเห็นอาคารสีออกแดงหม่นๆขาวๆ กระจายตัวอยู่ตามความเขียวขจีของเนินเขา ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 150 ครัวเรือน บางบ้านทำเป็นโฮมสเตย์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือที่หลับที่นอนของพวกเราในคืนแรกนั่นเอง โฮมสเตย์ที่เราอาศัยพักนอนในคืนนี้มีชื่อว่า Three Sisters’ Homestay ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าที่นี่บริหารงานโดยพี่น้องสามสาว…ที่พูดภาษาอังกฤษได้ประมาณไม่เกิน 10 คำ! พวกเราต้องใช้แอพแปลภาษาช่วยกันแบบมือเป็นระวิงกว่าจะ (คาดว่า) เข้าใจ (อย่างน้อยก็เวลานัดกินข้าว) ตัวบ้านมีลานกลางบ้านโล่งๆ และแยกเป็นห้องต่างๆที่สร้างจากหินและไม้ มีการตกแต่งวาดลายเขียนสีสดใสแบบทิเบต มีส่วนที่เก็บฟืน ส่วนที่เป็นห้องน้ำ และส่วนที่เป็นครัวที่ฉันไม่ได้เข้าไปชม แต่อาหารที่ถูกยกออกมาเสริฟตรงลานกลางบ้านในตอนเย็นนั้น ออกมาอย่างอลังการหลากหลายแม้ว่าจะเป็นอาหารพื้นๆแบบจีนๆ ก็ตาม แต่ก็อร่อยๆ ทั้งนั้น นอกจากนี้บนหลังคาบ้านยังเป็นลานแบบดาดฟ้า ตามสไตล์ของที่นี่ ซึ่งทำไว้เป็นที่สำหรับตากพริกหรือพืชผักต่างๆเพื่อการถนอมรักษาอาหาร ซึ่งพวกเราใช้เป็นจุดชมวิวแบบพานอราม่าของหมู่บ้านอันงดงามนี้ได้เป็นอย่างดี








หากใครมีเวลาก็สามารถเดินเล่นไปตามถนนเล็กๆผ่านบ้านผู้คน คันนา ไร่ข้าวโพด ป่าละเมาะ ฯลฯ เพื่อชมหมู่บ้านได้อย่างอิสระเสรี เรียกว่ามีมุมให้ถ่ายรูปได้เรื่อยๆ มีที่ตั้งของหินศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ไปจนถึงจุดชมวิวตัวหมู่บ้าน ที่มีของขาย มีรถทัวร์มาลง เป็นต้น หลังจากที่พักที่หมู่บ้านนี้หนึ่งคืน ฉันวางเป้าหมายไว้ว่าจะไปนอนที่อีกหมู่บ้านหนึ่งที่ได้ชื่อว่าสวยงามไม่แพ้กันคือหมู่บ้าน Zhouglu (จรงหลู่) ที่ตั้งอยู่ในอีกหุบเขาหนึ่ง แต่เมื่อไปถึงแล้ว กลับพบว่าสะพานข้ามแม่น้ำที่ข้ามไปยังหมู่บ้านนี้กำลังก่อสร้าง รถผ่านไปไม่ได้ ต้องไปใช้อีกสะพานที่ต้องเดินข้ามเอา และโฮมสเตย์ที่คิดว่าจะไปพักก็ยังต้องเดินขึ้นเขาต่อไปอีกกะดูแล้วน่าจะประมาณ 2-3 กิโลเมตร ดูจากสภาพของตัวเองและสัมภาระที่หอบมาด้วยแล้ว พวกเราได้แต่ถอดใจและเปลี่ยนเป้าหมายไปที่หมู่บ้าน Suopo (โซโป) ทางตอนใต้ของตัวเมือง Danba ห่างไปประมาณ 12 กิโลเมตรแทน





หลังจากผ่านเส้นทางออฟโรดริมหน้าผาหฤโหดอันเนื่องมาจากสะพานหลักปิดซ่อม และต้องอ้อมมาข้ามอีกสะพานแทน เราก็มาถึงหมู่บ้าน Suopo ซึ่งตั้งอยู่บนเขา Mo’erduo (มั่วเอ่อร์ตัว) อันมีชื่อเรื่องหอคอยโบราณ และพวกเราก็โชคดีได้ที่พักที่มีหอคอยโบราณขึ้นชื่อ ตั้งอยู่ตรงหน้าเลย เรียกได้ว่า ตื่นเช้ามาก็จิบชา ชมหอคอยกันที่ดาดฟ้าบ้านกันได้ จริงๆแล้ว หอคอยโบราณใน Danba มีเป็นพันๆ (ความสูงส่วนใหญ่ 20-60 เมตร) แต่ที่หมู่บ้านนี้มีความพิเศษ เพราะมีหอคอยที่สร้างเป็นรูปทรงแฉกแบบดาว มีความสูงถึง 60-70 เมตร (โดยทั่วไปหอคอยจะสร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยม) และเป็นหนึ่งในหอคอยที่เก่าแก่ที่สุดของภูมิภาค มีการตรวจสอบไม้ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหอคอยด้วยคาร์บอนแล้ว มีอายุย้อนกลับไปถึงช่วงศตวรรษที่ 12 เลยทีเดียว หอคอยเหล่านี้เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยชาวเชียง ชาวพื้นเมืองเก่าแก่ของที่นี่ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเป็นหอคอยจุดไฟส่งสัญญาณเตือนภัย ในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ รวมไปถึงการใช้เป็นสถานที่เซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของผู้คนที่นี่อีกด้วย


หลังจากที่ได้ที่พักเรียบร้อย ก็ได้เวลาสำรวจหมู่บ้านจริงๆจังๆ พวกเราเดินซอกซอนไปตามหอคอยต่างๆ เพื่อหาจุดถ่ายรูปสวยๆ ไปๆมาๆก็เจอบ้านที่น่าจะเป็นเจ้าของหอคอยแห่งหนึ่งที่ตั้งชิดกับตัวบ้าน เขามีกุญแจไขประตูเปิดอนุญาตให้พวกเราปีนขึ้นไปบนหอคอยได้ โดยไต่ไปตามบันไดไม้เก่าๆ ท่าทางเสี่ยงๆพอสมควร ด้านบนเป็นแค่ลานสี่เหลี่ยมเล็กๆ มองเห็นแม่น้ำ Dadu (ต้าตู่) ที่ไหลผ่านหมู่บ้าน รวมถึงหอคอยเก่าแก่อื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง มีธงมนตร์ผูกติดอยู่บนหอคอยด้านบนด้วย
ทั้งสามหมู่บ้านที่กล่าวไปข้างต้น (แม้ว่าจะไปไม่ถึงหนึ่งหมู่บ้าน) เป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อว่ามีความสวยงามแบบหมู่บ้านในนิทาน หรือเป็นแดนสวรรค์สไตล์ทิเบตแห่ง Danba ตามที่ได้ถูกกล่าวถึงไว้ในเอกสารเท่าที่พอจะหาได้ แม้ว่าปัจจุบันจะตั้งอยู่ในเขตประเทศจีน แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆของจีนอย่างเห็นได้ชัด ชาวพื้นเมืองแม้จะพูดภาษาจีนได้ (ตามที่เห็นเขาพูดกับคนขับรถ) แต่ก็มีภาษาพื้นเมืองที่เข้าใช้กันเองเป็นหลัก และจากประสบการณ์ที่ได้พบพูดคุยกันระหว่างเส้นทาง ฉันพบว่าคนที่นี่มีอัธยาศัยไมตรีดีมากๆ ยิ้มแย้มตลอดเวลา แม้ว่าจะสื่อสารกันไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม ที่สำคัญ ฉันว่าผู้หญิงของดินแดนแถบนี้ไม่ว่าจะเด็กตัวเล็กๆ สาวน้อย หรือผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าต่างมีเค้าความสวยงามตามธรรมชาติอย่างที่ว่าไว้ในตำนานกันทุกคน…

