Harkidoon Trek

ประมาณว่าโดนบังคับให้ย้ายบล็อค โดยใช้คำสวยหรูว่า Upgrade…ก็เลยมาลงเอยที่หน้าตาใหม่ ที่อยู่ใหม่อันนี้…เลยขอประเดิมบล็อคใหม่ ด้วยการเอาเรื่องเก่าเก็บมาลงซะเลย…ก็หลายปีดีดักแล้วที่เขียนเรื่องนี้ไว้ (ยาวมาก) ตอนแรกส่งให้ บก. นิตยสารฉบับหนึ่ง เขารับไว้จะลงให้ แต่จู่ๆ กอง บก. ก็ยกแก๊งค์ลาออก เรื่องก็เลยหายไปกับสายลมและแสงแดด…รูปที่เอามาลงก็ไปขุดเอามาจากคลังเก่าๆ พยายามไม่ให้ซ้ำกับรูปที่ลงไว้ในภาคภาษาอังกฤษ (เขียนที่เดียวกัน แต่ประมาณคนละอารมณ์)…ตอนนั้นตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า…

การเดินทางสู่ฮากิดูน ทุ่งหญ้า สายน้ำและขุนเขาหิมะ

คุณเคยไม่อาบน้ำเก้าวันไหม

เก้าวันที่ต้องเดินเหนื่อยทั้งวันก่อนจะถึงที่พัก เก้าวันที่ใช่ว่าจะไม่มีน้ำให้อาบ แต่แหล่งน้ำแต่ละแห่งเย็นยะเยือกอยู่ที่ความสูงสามสี่พันเมตร เมื่อไม่มีแสงแดดสาดส่อง อากาศก็ลดลงเกือบแตะศูนย์หรือต่ำกว่านั้น

ฉันมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง

ฉัน(หาเรื่อง) ไปเดิน trekking มา เป็นระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 95 กิโลเมตร ภายในระยะเวลาเก้าวัน

เมื่อนำมาคำนวณดูแล้ว คุณอาจคิดว่าก็แค่สิบกิโลต่อวันเท่านั้น เรื่องมันอยู่ที่ว่า มันไม่ใช่การ trekking ธรรมดาๆ หรือเดินอยู่ในที่ราบ แต่เป็นการ trekking ในที่สูง อันหมายความว่า เดินขึ้นเขาอยู่ที่ระดับความสูงเกินกว่าสามพันเมตร แม้จะไม่ทุกวัน แต่เดินแต่ละวันก็เฉียดๆระดับนั้น บางวันอาจแตะขึ้นไปถึงสามพันหกสามพันเจ็ด สิ่งแรกที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้คือ อากาศที่เบาบางกว่าพื้นราบ ออกซิเจนที่น้อยกว่า ทำให้ปอดต้องทำงานมากกว่า อันเป็นที่มาของการเหนื่อยง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องแบกข้าวของเองอีกต่างหาก ถึงแม้ว่าฉันจะพยายามลดน้ำหนักของเป้ให้น้อยที่สุด แต่แดดจ้าไร้เมฆในตอนกลางวัน และจุดเยือกแข็งในเวลากลางคืนนั้น ทำให้ฉันต้องขนเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในเวลาเดินไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โชคดีอยู่หน่อยตรงที่ว่าฉันไม่ต้องแบกเต็นท์และถุงนอนไปเอง เพราะมีคนจัดเตรียมไว้ให้ที่แคมป์ที่พัก รวมทั้งอาหารการกิน (ที่เป็นมังสวิรัติ) ด้วย สิ่งที่ต้องแบกคือข้าวของส่วนตัว น้ำ และข้าวกล่องสำหรับมื้อกลางวันเท่านั้น (อย่างไรก็ตาม เป้ฉันก็ล่อเข้าไปเฉียดๆสิบกิโลได้)

ฉันขอบอกคุณเพิ่มเติมอีกนิด ว่าฉันเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดและเติบโตบนพื้นราบ (แถมยังต่ำกว่าน้ำทะเลด้วยซ้ำ) ไม่ได้มีกิจวัตรประจำวันเดินขึ้นลงเขา ไม่ได้เล่นกีฬาเป็นประจำ งานการที่ทำก็ไม่ได้ใช้แรงงานอะไรนัก นอกจากแรงนิ้วมือกับแรงขยับปาก แม้ฉันจะไปเดินป่า ดูนกชมไม้ หรือลงทะเลดูหอยดูปลาอยู่บ้าง แต่ก็นานๆครั้ง ไม่ได้ไปกันทุกวันทุกอาทิตย์ ป่าเขาที่ฉันไปก็ไม่ได้สูงชันอะไรนัก ยังหายใจคล่องอยู่เสมอ จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ใช้รถยนต์เป็นหลัก สิ่งที่ท้าทายแรงโน้มถ่วงของโลกที่ทำเป็นประจำคือการเดินขึ้นลงบันไดบ้านตนเองเท่านั้น อากาศที่คุ้นชินคืออากาศแบบร้อนชื้นเมืองไทย แม้แต่ห้องแอร์ก็ยังทำให้ฉันหนาวสั่นเป็นหวัดอยู่หลายครั้ง

ฉันหาเรื่องไปเดิน trekking มาที่เทือกเขาแนวหลังคาโลก ส่วนหนึ่งของปลายเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่ทางตอนเหนือ เฉียงไปทางตะวันออกนิดๆของประเทศอินเดีย ตรงส่วนที่ใกล้ชายแดนทิเบต ในแคว้น Uttaranchal เป้าหมายของฉันอยู่ที่หุบเขา Har-ki-doon โดยเริ่มออกเดินจาก Base Camp Sankri ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตอุทยานแห่งชาติ Govind แต่ก่อนจะไปถึงจุดเริ่มต้นได้ ก่อนอื่นฉันต้องนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปกรุง Delhi เมืองหลวงของอินเดีย ต่อรถไฟอีกประมาณหกชั่วโมงไปที่เมือง Delhadun นั่งรถอีกชั่วโมงกว่าๆ ไปรายงานตัวที่บ้านเยาวชนที่เมือง Mussoorie (โปรแกรมการเดินเขาครั้งนี้จัดโดยบ้านเยาวชนนานาชาติประเทศอินเดีย รวมระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 13 วัน โดยเริ่มนับจากวันรายงานตัวที่นี่ จนกลับมาที่นี่อีกครั้ง เวลาเดินเขาจริงๆประมาณ 9 วัน) พวกเรา (ฉันและผู้ร่วมเดินทางครั้งนี้) ได้พักที่เมืองตากอากาศอันมีชื่อแห่งนี้หนึ่งคืน ก่อนนั่งรถต่ออีกเกือบๆ 10 ชั่วโมง เส้นทางแคบๆพอรถสวนได้ เลาะหน้าผา ผ่านหมู่บ้าน ผ่านป่าสนไปยัง Base Camp Sankri ใกล้หมู่บ้านกลางขุนเขาและป่าสนที่ความสูง 1,740 เมตร

เมื่อมาถึงแคมป์ เขาจะมีพิธีต้อนรับเล็กๆ ก่อนจัดสรรให้เข้าพักในเต็นท์รวมขนาดใหญ่ นอนได้ 14-16 คน ที่นี่เป็นที่สุดท้ายที่มีห้องน้ำให้ใช้ วันรุ่งขึ้นยังไม่ได้ออกเดินทางทีเดียว แต่จะเริ่มโปรแกรมทำตัวให้คุ้นชินกับความสูง (Acclimatisation) ด้วยการออกกำลังในตอนเช้าตรู่ (อันเย็นยะเยือก) และแบกของซ้อมเดินขึ้นเขาเป็นระยะทางสั้นๆประมาณกิโลกว่าๆ (ฉันบอกคุณได้ตอนนี้เลยว่าแค่เพียงแต่วิ่งระยะทางไม่ถึงกิโลในตอนเช้าก็ทำเอาฉันหอบแฮ่กหายใจแทบไม่ทันแล้ว) นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Abseiling ลงจากหน้าผาให้ตื่นเต้นเล่น ก่อนเที่ยวชมหมู่บ้าน Sankri สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวอินเดียแถบนี้ (ขอบอกว่าเป็นแขกขาว หนุ่มหล่อ สาวสวยทั้งนั้น) คนแถวนี้ปลูกข้าวสาลี และเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก มีโรงเรียนประถมประจำหมู่บ้าน และศาสนสถานของศาสนาฮินดูให้เห็น จากหมู่บ้านนี้ฉันสามารถมองเห็นยอดภูเขาหิมะที่เป็นที่ตั้งของหุบเขาเป้าหมายของฉันในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า สะท้อนแสงยามเย็นเป็นสีส้มอยู่ลิบๆ

อาหารในโปรแกรมการเดินเขาที่จัดให้ จะเป็นอาหารมังสวิรัติล้วนๆ โดยมีมันเทศ แป้งโรตี ถั่วและเครื่องแกงเป็นหลัก อาหารอร่อยพอกินได้สำหรับฉัน เฉพาะในวันแรกๆ เพราะวันหลังๆก็เริ่มเอียนขึ้นมาเหมือนกัน ถ้าไม่มีอาหารกระป๋องและอาหารแห้งต่างๆที่พกมาจากเมืองไทยช่วยชีวิตเอาไว้ พวกเราชาวคนไทยก็อาจแย่เอาได้ง่ายๆ อาหารจะจัดให้โดยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ประจำตาม Campsite ต่างๆตลอดการเดินเขา โดยทุกเช้าจะต้องรับอาหารเที่ยงใส่กล่อง (ที่เตรียมไปเอง) เพื่อเอาไว้กินระหว่างทาง เนื่องจากไม่มีร้านอาหารใดๆทั้งสิ้น ยกเว้นถ้าเดินผ่านหมู่บ้านอาจมีเพิงเล็กๆ ของชาวบ้าน ขายขนม ไข่เจียวและบะหมี่สำเร็จรูปรสแกงกระหรี่ยี่ห้อแม็กกี้ให้พึ่งพิงได้นิดๆหน่อยๆ ในบางวัน และเนื่องจากอาหารหลักเป็นมังสวิรัติ ระบบขับถ่ายของฉันจึงทำงานได้อย่างดีเยี่ยม เข้าป่า (เพราะไม่มีห้องน้ำ) กันได้ทั้งเช้าทั้งเย็น ทั้งๆที่ใจจริงอยากจะท้องผูกเหมือนกัน เพราะบางที่กว่าจะหาจุดเหมาะๆได้ ก็เล่นเอาหอบ น้ำใช้ก็ต้องถือบรรจุถังไปเอง (อย่าลืมว่า ฉันกำลังอยู่บนภูเขา) อย่างไรก็ตาม อาหารที่ต้องยกนิ้วให้คือซุปมะเขือเทศร้อนๆ ที่มีให้แทบทุกวันในช่วงบ่ายหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาทั้งวัน และชาร้อนๆเสริฟถึงที่นอนในตอนเช้า (Bed Tea) ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการปลุกให้พวกเราตื่นจากการหลับฝันซุกตัวอยู่ในถุงนอนอุ่นๆ มาเผชิญกับความจริงอันหนาวยะเยือกทุกเช้านั่นเอง

ก่อนออกเดินทางจะมีการชั่งน้ำหนักตัวเอาไว้ ทีมงานขู่เล่นๆว่าอย่าให้น้ำหนักลดนะ ไม่งั้นจะปรับเงิน ฉันเลยเกทับกลับไปว่าถ้าน้ำหนักเพิ่มฉันขอเงินรางวัลด้วยละกัน รวมทั้งมีการชั่งน้ำหนักเป้ที่จะแบกด้วย เขาจำกัดน้ำหนักให้คนละประมาณ 6-8 กิโล ของส่วนเกินให้ฝากเอาไว้ที่แคมป์นี้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งสำหรับสาวไทยใจกล้าทั้งหลาย ไหนจะเสื้อผ้า ไหนจะอุปกรณ์กันแดดเสริมความงาม ไหนจะกระดาษทิชชู่ที่ขาดกันไม่ได้ ไหนจะอาหารสำรองที่มีเผื่อกันกว่าครึ่งกระเป๋า นี่ยังไม่รวมน้ำอีกอย่างน้อยหนึ่งลิตรและอาหารกลางวันที่ต้องแบกอีก ยุทธการโกงน้ำหนักจึงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเราต้องแน่ใจว่าจะสามารถแบกเป้นั้นๆไปได้ตลอดรอดฝั่ง ทีมงานเขาทำแบบนี้เพราะหวังดีกับพวกเดินเขา กลัวว่าจะเดินกันไม่ไหว แต่หนุ่มสาวไทยกลับเห็นว่าถ้าขาดสิ่งที่อยู่ในกระเป๋า (โดยเฉพาะอาหารไทย) ไปนั่นแหละที่จะทำให้ไปไม่ถึงฝั่งฝันแน่นอน นอกจากนี้ยังมีการแจกไม้เท้า ไว้ช่วยยันตัวเองเวลาเดินขึ้นเขาตลอดการเดินทางด้วย การเดินทางครั้งนี้เขาห้ามแอลกอฮอล์ทุกชนิด แต่ชาวไทยก็ไม่วายขอเตรียมเบียร์และไวน์ไปเล็กๆน้อย ไว้ฉลองเวลาที่ถึงจุดหมายปลายทาง (เพื่อนฉันแอบพกเบียร์กระป๋องจากเมืองไทยไปด้วย เพราะต้องการพิสูจน์ว่ากระป่องเบียร์จะระเบิดหรือไม่ เมื่อขึ้นไปที่สูงเกือบสี่พันเมตร ตามสูตรความดันอากาศลดลง อากาศขยายตัวมากขึ้น เหมือนถุงขนมที่มักพองจนแทบปริหรือระเบิดไปเลยเวลาเราพกขึ้นไปกินบนยอดดอย)

วันแรกของการเดินเขา คณะของพวกเรา (ผู้ร่วมเดินเขาในวันนี้ทั้งหมดประมาณสามสิบกว่าคน สองในสามเป็นคนอินเดียจากทั่วประเทศ) ออกเดินทางแต่เช้า วันนี้เหมือนกับเป็นการวอร์มอัพมากกว่า เพราะเดินกันระยะทางจริงแค่สี่กิโลเท่านั้น แต่ทางในตอนแรกก็โหดกันเลยเพราะต้องขึ้นเขาตลอดทาง ผ่านป่ากุหลาบพันปีและป่าสน  นกในที่สูงมีให้เห็นตลอดทาง ถ้าตั้งใจดู ฉันเห็นอีแร้งหิมาลัยหลายตัวทีเดียวบินร่อนอยู่เหนือหัว เส้นทางค่อนข้างสวยมาก บางจุดสามารถมองเห็นหุบเขาและยอดเขาหิมะที่อยู่ไกลออกไปได้สุดสายตา การเดินในวันนี้ เป็นไปอย่างช้าๆ มีการหยุดพักค่อนข้างบ่อย คณะเดินทางเริ่มทำความคุ้นเคยกันมากขึ้น มีการพักร้องรำทำเพลงบ้าง แนะนำตัวกันบ้าง ฉันพบว่าชาวอินเดียเขารักการ trekking กันมาก รัฐบาลเองก็ให้การสนับสนุน เขาอนุญาติให้หยุดงานได้ทั้งเดือนหากไปเดินเขาจริง บางคนมาจากเมืองทางใต้สุด บางคนมาจากมุมไบ (บอมเบย์) บางคนมาจากทางเหนือ หลากหลายมาก ระหว่างทางได้พบเห็นกับชาวบ้านที่เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะในภูเขาแถบนั้นด้วย อากาศดีมากไม่มีมลพิษควันดำให้ระคายจมูกแม้แต่น้อย แดดจ้าฟ้าใส เนื่องจากเดินไปพักไปตลอดทาง ระยะทางสี่กิโล ไต่ระดับความสูงไปที่ 2,400 เมตร จึงใช้เวลานานผิดปกติ เพราะเรามาถึงแคมป์ Juda Talao ประมาณบ่ายสามโมง แคมป์ตั้งอยู่บนทุ่งหญ้าระหว่างหุบ มีทะเลสาปเล็กๆที่มีเกาะอยู่ตรงกลาง (ที่มาของชื่อแคมป์) และทางน้ำเล็กๆให้พวกเราได้ใช้ล้างถ้วยชาม ล้างหน้าล้างตาอยู่ใกล้ๆ ความจริงแล้วเขามีจัดห้องน้ำให้สำหรับผู้หญิงด้วย เป็นเพิงผ้าสี่เหลี่ยมพอดีคนครอบอยู่บนหลุมขุด โดยขนน้ำจากทางน้ำเล็กๆนั่นไปราดเอง ส่วนผู้ชายนั้นเข้าป่าอย่างเดียว (สำหรับเพิงผ้านี้ มีจัดให้ทุกที่สำหรับผู้หญิง แต่บางที่ไม่ได้เป็นหลุมขุดลึกลงไป แต่เป็นการเอาหินมากองสูงจากพื้นปกติประมาณสองสามนิ้ว เพื่อเป็นที่เหยียบให้เท่านั้น คิดดูสภาพก็แล้วกัน ฉันจึงเลือกที่จะเข้าป่าหาที่เหมาะๆเองดีกว่า) ซุปมะเขือเทศร้อนๆตกถึงท้อง พร้อมกับชื่นชมธรรมชาติ ทะเลสาบ และป่าเขา ฉันเดินสำรวจรอบๆแคมป์ มีนกหลายต่อหลายชนิดส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว แต่มองหาตัวยากเหลือเกิน เพราะต้นไม้สูงและนกตัวเล็กมาก นอกจากนี้ฉันยังเจอหัวกะโหลกควายด้วยล่ะ ตกดึกจะมีการล้อมวงสังสรรในเต๊นท์หรือนอกเต๊นท์อันนี้แล้วแต่อากาศว่าหนาวเย็นขนาดไหน คนอินเดียชอบร้องเพลงมาก ร้องกันได้ทุกวันทุกคืน จนบางครั้งก็รู้สึกรำคาญ (แม้จะร้องเพราะมากก็ตาม) แต่พอกลับมานั่งนึกดูแล้ว มันก็เป็นความสุขในชีวิตอย่างหนึ่งทีเดียว อุตส่าห์เหนื่อยกันมาทั้งวัน

วันที่สอง และวันต่อๆมา ความสูงจะเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ ระยะทางก็ไกลขึ้นเรื่อยๆ การเดินไปพักร้องเพลงไปแบบวันแรกจึงไม่มีให้เห็น วิวทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ วันที่สองเราเดินกันประมาณเจ็ดกิโล โดยไต่ระดับความสูงไปที่ 3,150 เมตร เส้นทางเดินเปลี่ยนจากแนวป่าสนล้อมรอบด้วยภูเขาหิมะโดยรอบ มาเป็นทุ่งหญ้าเสียส่วนใหญ่ ทุ่งดอกไม้สีเหลือง สีขาว สีม่วง มีให้เห็นเป็นระยะๆ คืนนี้เราพักกันที่แคมป์ใกล้เชิงเขาที่จะไปถึงยอด Kedarkantha ที่สิงสถิตของพระศิวะ เป็นเนินทุ่งหญ้ากว้างไกล ล้อมรอบด้วยเทือกเขาหิมะสุดลูกหูลูกตา อีแร้งบินกันให้ว่อน มีกระท่อมหินสำหรับคนเลี้ยงสัตว์หลบพายุหิมะให้เห็นประปราย มีทางน้ำใสแจ๋วให้ใช้ล้างหน้าล้างตา ที่จุดนี้ ฉันเริ่มทนไม่ไหวกับการหมักหมมมาเป็นวันที่สอง จึงจัดแจงสระผมที่ทางน้ำนั้นเลย น้ำเย็นเฉียบมาก เรียกว่าหัวชากันไปเลยเวลาราดน้ำแต่ละครั้ง แต่ก็ต้องจำทน เพราะจะได้พบกับความสดชื่นขึ้นทันตาเห็น ฉันรีบสระรีบเช็ดขณะที่ยังมีแดดอยู่ เพราะรู้ว่าความสูงขนาดนี้ หมดแดดเมื่อไร แย่แน่ๆ แต่พระอาทิตย์ตกดินวันนี้ก็เหนือคำบรรยายจริงๆ ฉันยอมนั่งตากลมทนความหนาวมองดูมันจนลับตา

วันที่สาม พวกเราขึ้นไปเยี่ยมเยียนที่สิงสถิตย์ของพระศิวะบนยอดเขา Kedarkantha จากจุดที่ตั้งแคมป์เดินขึ้นไปที่ความสูง 3,600 เมตรบนยอดเขาที่อยู่ด้านหลัง ใช้เวลากันสองชั่วโมงได้ ทางเดินเริ่มมีหิมะค้างตามยอดเขาให้เห็น ให้เดินย่ำและหลบเลี่ยง เนื่องจากไม่มีพืชพรรณให้เห็นมานักนอกจากหินกับหญ้า เส้นทางนี้เริ่มปราบเซียนทีละคน คนที่เริ่มดูแข็งแรงในวันแรกๆ เริ่มอ่อนแรงเนื่องจากอากาศที่เบาบาง แต่บางคนก็กลับอึดขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อแทน บางคนเริ่มปวดหัว เป็นไข้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็สามารถบำบัดได้ด้วยวิวเทือกเขาหิมาลัยสุดสายตา มองเห็นได้รอบตัวเมื่อขึ้นถึงยอดเขา บนยอดแห่งนี้มีกองหินก่อเป็นศาสนสถานอยู่ด้วยไว้เป็นที่อยู่ของพระเจ้าในศาสนาฮินดูตามความเชื่อ หลังจากถ่ายรูปกับหิมะ ทิวทัศน์ และพักผ่อนกับเต็มที่แล้ว ก็ได้เวลาเดินลงจากยอด โดยเลาะไปตามสันเขาแคบๆ เดินเรียงหนึ่ง ลมแรงจัดเป็นบางจุด หูฉันเย็นมากจนเจ็บ ต้องรีบหาหมวกไหมพรมคลุมหัวมาใส่ เมื่อขึ้นถึงยอดเขาก็ต้องมีการเดินลงเขา ทางลงที่นี่ตัดดิ่งลงประมาณน่าจะสัก 60-70 องศาเป็นบางจุดทีเดียว ทางก็เป็นทุ่งหญ้าโล่งๆ เห็นแล้วเสียวดีพิลึก คนที่กลัวความสูงถึงกับต้องหย่อนก้นลงนั่งค่อยๆกระดึบๆ ลงมา ในขณะที่คนที่ลงมาถึงเขาด้านล่างแล้วก็ร้องเชียร์กันสนั่น ก่อนออกเดินทางเลาะไหล่เขาที่ลดระดับลงมากันต่อไป วันนี้เราเพิ่มระยะการเดินขึ้นอีกนิดไปที่เกือบๆสิบกิโล และมาพักกันที่แคมป์กลางทุ่งดอกไม้สวยงามที่ชื่อว่า Dhundha (เขาว่าแปลว่าหมอก) ที่ความสูง 3,150 เมตร กิจวัตรประจำวันเริ่มขึ้น ฉันเริ่มมองหาห้องน้ำ ที่ต้องเดินลงเขาลงไปที่เพิงใกล้ทางน้ำที่ละลายมาจากน้ำแข็งบนยอดเขา เดินเหนื่อยตอนขากลับ แต่เป็นห้องน้ำที่ฉันชอบมากที่สุดในการเดินทาง เพราะเขาขุดหลุมไว้ลึก และทางน้ำให้ตักราดก็อยู่ไม่ไกลมาก สะอาด บรรยากาศดี แต่เรื่องอาบน้ำก็คงเป็นไปไม่ได้อีก เพราะน้ำเย็นจัดจริงๆ แม้จะเป็นตอนบ่ายๆก็ตาม

วันที่สี่เป็นวันผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่สำหรับทุกคน เพราะวันนี้จะเป็นวันที่พวกเราต้องเดินผ่านธารน้ำแข็งริมผา ทางทีมงานได้จัดเตรียมความพร้อมไว้ โดยการมีเชือกผูกเอว มีคาราบีน่าเกี่ยวไว้กับเชือกหมุดฝังอยู่ที่พื้น ให้พวกเราค่อยๆ ไต่ตามกันไป มีลื่นไถลบ้างเป็นบางครั้ง แต่ทุกคนก็ปลอดภัยดี วันนี้ทุกคนต้องงัดแว่นกันแดดกันมาใช้เพราะหิมะสีขาวสะท้อนแดดแทงเข้าตาตลอดทาง การเดินทางวันนี้คืบคลานไปอย่างช้าๆ เพราะต้องเดินผ่านน้ำแข็งริมหน้าผาแบบนี้กันหลายจุด ด้านหนึ่งเป็นภูเขาหิมะ อีกด้านเป็นหุบเหวหิมะ ถึงจะลำบากอย่างไร ชาวไทยก็กลับมีความสุขกับการที่ได้เห็นและสัมผัสหิมะกันอย่างเต็มที่ในวันนี้ บางจุดพักที่ปลอดภัยพอควร บางคนถึงกับไปลื่นไถลเล่นหิมะกันสบายใจเฉิบ ฉันเริ่มรับรู้ความยากลำบากในการเดินบนหิมะบนที่ชันก็ตอนนี้ นึกถึงคนที่เขาเดินขึ้นเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดเวลาแล้ว ได้แต่ถอนใจ (แต่ลึกๆก็อยากลองสักครั้ง) ไม้ที่ได้รับมาแต่วันแรก วันนี้ได้ใช้กันเต็มที่ แคมป์ที่พักอยู่กลางทุ่งหญ้าริมเขาหิมะที่ความสูง 3,450 เมตร ทางเดินลงมาที่แคมป์เป็นช่วงที่ฉันเริ่มเจ็บเท้าเอามากๆ จนแทบเดินไม่ไหว แต่โชคดีที่พ่อครัวที่แคมป์นี้เอาใจคนไทย ทอดมันฝรั่งทอดมาให้หลายรอบมาก จนฉันกลัวชาวอินเดียที่มาด้วยกันจะหมั่นไส้เอา

วันต่อมาพวกเราเดินกันอีกสิบกิโล ลดระดับความสูงเล็กน้อย เพราะแคมป์ที่เราพักคราวนี้สูง 2,700 เมตร โดยตอนแรกเดินลงเขาโหดๆ ก่อนข้ามแม่น้ำใหญ่ แล้วก็ขึ้นเขาอีก ก่อนเข้าเขตหมู่บ้านของผู้คนแถบนี้ เห็นได้จากทางเดินที่ค่อนข้างเป็นทางเดินจริงๆ มีเพิงขายของ (ไข่เจียวสุดอร่อย) ช่วยชีวิตระหว่างทาง เด็กๆเริ่มเข้ามาด้อมๆมองๆ และจะตื่นเต้นกันมากถ้าพวกเราถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิตอลแล้วให้พวกเขาได้ดูรูปที่หน้าจอเลย ตอนแรกที่ว่าอายๆไม่กล้าให้ถ่ายก็มาเสนอหน้าถ่ายกันใหญ่ แคมป์ Lekha Thatch ในวันนี้ ทางทีมงานเช่าไร่ของชาวบ้านตั้งเต๊นท์ใกล้ทางน้ำ บังเอิญเป็นอย่างยิ่งว่าไร่ที่ว่าตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างปรับหน้าดิน เลยไม่มีพืชให้เห็นนอกจากดินกับฝุ่นผงปลิวว่อน (อากาศแห้งมาก) หน้าตาแต่ละคนหลังจากที่เผชิญไอหิมะมาเต็มๆกลางแดดทั้งวัน เริ่มเยิน ลอกเป็นขุย เปลี่ยนสีกันใหญ่ การเดินทางมาถึงครึ่งวันเวลาเดินทางแล้ว แต่จุดหมายปลายทางที่แท้จริงยังอยู่อีกสองวันข้างหน้า คืนนี้เด็กชาวบ้านมาร้องเพลงพื้นเมืองให้พวกเราฟังด้วย น่ารักมาก

ระยะทางอีก 12 กิโลในวันต่อมา ไม่ค่อยเป็นอุปสรรคมากนัก อาจเป็นเพราะร่างกายเริ่มคุ้นชินเสียแล้วก็ได้ วันนี้เราออกจากแคมป์และแวะตรงเข้าหมู่บ้าน เยี่ยมชมบ้านชาวบ้านกลางหุบเขา เจอคุณครูกำลังสอนนักเรียนอยู่กลางลานของหมู่บ้านล้อมรอบด้วยขุนเขา นึกแล้วอยากเป็นนักเรียนที่นี่จัง ชาวคณะ แวะเล่นคริกเก็ตกับชาวบ้านที่นี่อยู่สักพัก หลุดจากหมู่บ้านจะเป็นทางเดินโล่งๆซึ่งอากาศค่อนข้างร้อนมาก เพราะความสูงลดระดับลงเล็กน้อย รวมทั้งพวกเราเคยชินกับความเย็นบนเขาในสองสามวันที่ผ่านมา น้ำที่เตรียมไว้เกือบไม่พอกันดื้อๆ โชคดีที่มาเจอลำน้ำสายใหญ่ทันเวลา น้ำดื่มตลอดเส้นทางจะเติมเอาจากลำน้ำที่พวกเราเดินผ่าน ตอนแรกก็กังวลเรื่องเชื้อโรค ใส่ยาฆ่าเชื้อหรือไม่ก็รับน้ำต้มจากที่แคมป์ แต่ทุกอย่างทำลายรสชาติของน้ำธรรมชาติอย่างมาก ฉันค้นพบว่าต่อมาว่าน้ำธรรมชาติแถบนี้อร่อยที่สุดในชีวิต ตลอดทางไม่เห็นมีใครมีปัญหาเรื่องท้องเสียจากการดื่มน้ำเลย ไม่จำเป็นต้องใส่ยาฆ่าเชื้ออะไรทั้งสิ้นอีกด้วย เรียกว่ามีความสุขกับการดื่มน้ำเอามากๆ เส้นทางวันนี้ผ่านไร่ชาวบ้านค่อนข้างมากจนมาถึงลำน้ำสายใหญ่ ต้นน้ำของแม่น้ำยมนาที่เป็นที่ตั้งแคมป์ของพวกเรา แคมป์นี้ค่อนข้างใหญ่เพราะเป็นแคมป์ที่จะต้องมีกรุ๊ปที่มาพักสองกรุ๊ปคือกรุ๊ปที่กำลังจะเดินไปฮากิดูนในวันรุ่งขึ้น (กรุ๊ปของฉัน) และกรุ๊ปที่เดินกลับลงมาจากฮากิดูนแล้ว แคมป์อยู่ห่างจากหมู่บ้าน Seema ประมาณหนึ่งกิโล หมู่บ้านที่ค่อนข้างใหญ่ มีโรงแรมให้นักเดินเขาได้พักด้วย มีทัวร์ติดต่อเช่าเต๊นท์ ไกด์และลูกหาบได้ที่นี่ จากจุดนี้จึงเป็นเส้นทาง Trekking ปกติที่สามารถหาข้อมูลได้จากไกด์บุ๊คทั่วๆไป ซึ่งปกติแล้วการเดินขึ้นฮากิดูนจะใช้เวลาประมาณแค่สองสามวันไปกลับก็ได้ เส้นทางที่ผ่านมาที่ฉันเดินนั้น เป็นทางอ้อมพิเศษเลาะไปอีกทางหนึ่งของเขา เพื่อชื่นชมธรรมชาติที่แปลกตาออกไป เส้นทางนี้เป็นเส้นทางบุกเบิกใหม่เมื่อสองปีที่แล้ว สำหรับการเดินเขาที่จัดโดยสมาคมบ้านเยาวชนในช่วงเดือนพฤษภาคมเท่านั้น

การเดินในวันรุ่งขึ้นเป็นเส้นทางที่ยาวไกลที่สุดคือ 14 กิโลเมตร และสำหรับฉันค่อนข้างจะโหดที่สุด อาจจะเป็นเพราะหนทางไกลหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เดินเท่าไรๆ ก็ไม่ถึงเสียที ช่วงแรกเป็นการเดินเลาะลำน้ำตามเส้นทางของชาวบ้านที่เลาะริมเขาไปเรื่อยๆ บางครั้งการจราจรก็ติดขัดเนื่องจากเจอกับฝูงวังฝูงแพะของชาวบ้าน นกยังคงมีให้เห็นเป็นระยะๆตลอดทางรวมทั้งนกมุดน้ำตามเกาะแก่งกลางน้ำด้วย มีน้ำตกขนาดใหญ่มองเห็นได้จากฝั่งตรงข้าม บางครั้งต้องไต่ขึ้นที่สูงตามขั้นบันไดในลักษณะเกือบๆตั้งฉาก จุดที่ทรมานที่สุดคงเป็นการเดินผ่านไร่ชาวบ้านกลางแดดร้อนระอุที่ดูเหมือนไม่มีวันจบสิ้น ขุนเขาที่เห็นตั้งแต่วันแรกใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ถึงเสียที หลุดจากหมู่บ้านก็เป็นการเดินขึ้นลงเนินในป่าตลอดทาง ฉันจับจังหวะเดินของตัวเอง ก้าวช้าๆแต่ไม่หยุดไปตลอดทาง เพราะถ้าหยุดเมื่อไรฉันคงไม่มีแรงเดินต่อแน่ๆ ภูเขาหิมะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีป่าเขาขวางหน้าอยู่ ฉันพบกับป้ายยินดีต้อนรับสู่ฮากิดูน รู้สึกดีใจเอาอย่างมาก กะว่าอีกไม่นานคงถึง ฉันเริ่มเดินผ่านจุดตั้งแคมป์ทั่วๆไปของคนเดินทางแถบนี้ แต่แคมป์ที่ฉันต้องไปให้ถึงกลับไม่มีวี่แววให้เห็น จนมองเห็นป้ายยินดีต้อนรับป้ายที่สอง ใจนึกลิงโลดขึ้นมาอีกครั้ง “ไหนละแคมป์?” เมื่อเดินขึ้นไปถึงป้ายที่ก้อนหินก้อนหนึ่งบนเขา ฉันพยายามมองหาเต๊นท์อีกครั้ง นู่น เต๊นท์ขนาดย่อมๆ เรียงกันอยู่ในหุบด้านล่างที่ต้องเดินตัดลงไปประมาณ 70 องศา ฉันคงหมดแรงหมดกำลังใจก่อนที่จะเดินถึง หากไม่มีภาพตรงหน้าให้เห็น เต๊นท์ของพวกเราตั้งหลบมุมอยู่ในทุ่งหญ้าเขียวขจีในหุบเขาฮากิดูนที่รายล้อมด้วยภูเขาหิมะสูงเสียดฟ้า มีลำน้ำเขียวใสที่ละลายมาจากขุนเขาไหลผ่านทุ่งราบในหุบนั้น แสงอาทิตย์ยามเย็นตกต้องหุบเขา ทิ้งเงาทะมึนไว้ทางหนึ่ง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งย้อมแสงเป็นสีส้มตัดกับความเขียวสดของทุ่งหญ้า หลังจากถ่ายรูปจนหนำใจ ฉันรีบเร่งเดินลงสู่หุบเบื้องล่าง คนที่เดินมาถึงก่อนโบกมือเรียกกันไหวๆ ทันทีที่ฉันเดินถึงแคมป์ ความเหน็ดเหนื่อยกลับหายไปเป็นปลิดทิ้ง ฉันโยนกระเป๋าเป้เข้าเต๊นท์ ทักทายผู้ร่วมทางด้วยความดีใจ และวิ่งถ่ายรูปที่นู่นที่นี่ นอนกลิ้งสูดหายใจเต็มปอด โลกนี้ช่างสวยงามยิ่งนัก ขุนเขาขนาดใหญ่โอบล้อมให้ฉันรู้สึกเป็นเพียงฝุ่นผงเล็กๆ จุดที่ฉันอยู่นั้นสูงถึง 3,360 เมตรแล้ว แต่เหนือหัวฉันขึ้นไปก็ยังมีเขาที่สูงกว่าอยู่อีก Har-ki-doon, Swargarohini และชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของขุนเขาที่รายล้อมถูกเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยความเคารพ ข้ามเขาเหล่านี้ไปก็จะเป็นดินแดนที่ราบสูงทิเบต ความพยายามที่ผ่านมา ความเหนื่อยยาก ลำบากกาย ได้รับการตอบแทนจากขุนเขาและสายน้ำอย่างคุ้มค่าจากสิ่งที่ได้เห็น

เย็นนั้น ฉันกับเพื่อนนำเบียร์แช่สายน้ำเย็นยะเยือกก่อนแอบเปิดดื่มฉลองกันเงียบๆ (เบียร์ไม่ระเบิดล่ะ) ตกดึก ไวน์ขวดเล็กๆอีกหนึ่งขวดก็ถึงคิววนกันรอบเต๊นท์ อากาศคืนนั้นเป็นคืนที่หนาวเย็นที่สุด เพราะฉันพบน้ำค้างแข็งมากมายเกาะอยู่ที่พื้นหญ้าในยามเช้า แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา ภาพของขุนเขายามเช้าถูกซึบซับอย่างเต็มที่ในสายตาและจิตใจของฉันอีกครั้ง ก่อนต้องจำใจลาจาก ฉันจะมีโอกาสกลับมาที่นี่อีกหรือเปล่านั้น ฉันไม่รู้ สิ่งที่รับรู้ได้ในตอนนี้คือการค้นพบความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ มิตรภาพระหว่างผู้ร่วมทาง และศากยภาพอันน้อยนิดของตัวเอง ฉันดีใจที่ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เปิดโอกาสให้ฉันได้มาสัมผัส

อีกสองวันถัดมาเป็นการเดินทางกลับ โดยย้อนทางเดิมในวันแรกกลับมาที่แคมป์ใกล้หมู่บ้าน ก่อนจะเดินอีกหนึ่งวันใต้ร่มเงาของป่าในที่ต่ำลงมาจนไปถึงถนน (ระหว่างทางมีคนเจอลูกหมีตัวย่อมๆกำลังดื่มน้ำจากลำธารด้วย แต่ฉันไปถึงช้าไปนิดเลยไม่ได้เห็น) แล้วจึงต่อรถกลับมาที่ Base Camp จุดเริ่มต้นการเดินทางในวันแรก น้ำหนักฉันลดลงสามกิโล ถือว่ายังดีเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ แต่ร่างกายกลับฟิตเต็มที่ ในที่สุดฉันก็ได้อาบน้ำเป็นครั้งแรกนับแต่วันออกเดินเมื่อเก้าวันที่แล้ว น้ำในห้องน้ำจะเย็นเฉียบอย่างไรก็ไม่หวั่นแล้วคราวนี้ พวกเราฉลองความสำเร็จกันอีกครั้งหลังจากที่นั่งรถกลับเข้ามาถึงเมือง Mussourie ด้วยการกินอาหารเนื้อมื้อใหญ่ตามด้วยเบียร์อินเดียอีกหลายขวด (ทั้งเมืองมีร้านขายเหล้า ขายเบียร์อยู่สองร้าน) ช้อปปิ้ง ไอศกรีม ขนมหวาน และอื่นๆอีกมากมาย ก่อนร่ำลาจากประเทศที่น่าอัศจรรย์ใจนี้กลับมาสู่พื้นราบ โลกเดิมๆของฉัน

เรื่องเล่าของฉันคงจบลงเท่านี้ แต่ไม่แน่นะ วันหน้า ฉันอาจจะ (หาเรื่อง) กลับไปอีกครั้ง กลับไปเติมเต็มกำลังใจให้ตัวเอง จากความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่นั่น กลับไปสู่สถานที่เดิมแต่เต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ฉันได้ค้นหามันอีกครั้ง

One thought on “Harkidoon Trek

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s