Bulgaria Experience III: This is Haskovo!

HkvWM-6
Panoramic view of Haskovo from Yamacha Hill

ต้องออกตัวล่วงหน้าก่อนว่า ฉันจับผลัดจับผลูมาถึงเมือง Haskovo (ฮัสโคโว่) นี้ได้ เพราะมีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามคนรู้จักมาร่วมฉลองงานเทศกาลประจำปี Haskovo Day ทั้งๆที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเมืองนี้มาก่อนเลย การมาถึงของพวกเราค่อนข้างเป็นทางการเล็กน้อย (เนื่องจากเป็นแขกของเมือง) จึงมีรถมารับถึง Sofia (โซเฟีย) เมืองหลวงของประเทศ Bulgaria (บัลแกเรีย) มุ่งหน้ามาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครอบคลุมระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร Haskovo ตั้งอยู่ในที่ราบระหว่างแนวเทือกเขา Rhodopi (โรโดปิ) และ Balkan (บอลข่าน) ใกล้กับชายแดนประเทศตุรกีและกรีซ แหล่งวัฒนธรรมโบราณของชาวเทรเชียน (Thracian) บนดินแดนที่เรียกกันในอดีตว่า Thrace (เทรส) และปัจจุบันตั้งอยู่ในแนวเส้นทาง Trans-European Motorway (E80) ที่ลากยาวจากโปรตุเกสไปยังขอบชายแดนตุรกี ต่อเนื่องเข้าสู่เส้นทางหลวง AH1 ที่อิหร่านที่ลากยาวผ่านทวีปเอเชียไปได้ถึงประเทศญี่ปุ่น

อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่าพวกเรามาอย่างค่อนข้างเป็นทางการในเมืองที่ผู้คนพูดภาษาอังกฤษกันน้อยมาก จึงได้รับเกียรติให้มีคนคอยอำนวยความสะดวกให้ โดยมีอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของโรงเรียนเป็นล่ามในช่วงที่เป็นทางการ และมีลูกศิษย์เอกอังกฤษสองคนเป็น Liaison คอยพาไปแนะนำเมืองซึ่งเป็นส่วนที่ฉันจะขอเล่าให้ฟังในที่นี้ Kalina และ Shtilyan นักเรียนชั้นมัธยมปีสุดท้ายของโรงเรียน พูดภาษาอังกฤษกันเก่งมาก ทั้งสองเริ่มต้นด้วยการพาพวกเราเดินผ่านที่ว่าการเมือง และเดินชม City Center จุดหลักที่จะมีงานเทศกาลเฉลิมฉลองกัน อันเป็นถนนคนเดินต่อเนื่องกันกับลานคนเมืองหลายๆจุด เป็นที่ตั้งของร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หอศิลป์ และอื่นๆ ที่นี่ฉันได้ลิ้มลองเบียร์พิเศษ (ซึ่งถ้าไม่มีคนท้องถิ่นแนะนำก็คงไม่รู้จัก) อันได้แก่เบียร์พื้นเมืองบรรจุขวดที่เป็นเบียร์ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ (Non-pasteurized) ซึ่งมีระยะเวลาการเก็บสั้นและมีเฉพาะเป็นช่วงๆเท่านั้น ควบคู่ไปกับการกินมันฝรั่งทอดแบบชาวบัลแกเรีย คือต้องกินกับชีสเท่านั้น

 

หลังจากนั้น ก็พากันเดินไปชมแลนด์มาร์กของเมืองอันได้แก่รูปปั้นพระแม่มารี The Virgin Mary Monument ที่สูงที่สุดในโลก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2003 โดยตัวพระแม่มารีอุ้มพระเยซูนี้ทำจากคอนกรีตโพลิเมอร์ หนัก 120 ตัน สูงประมาณ 14 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูง 17 เมตรที่ใต้ฐานเป็นโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เล็กๆ แถมยังตั้งอยู่บนเนินเขา Yamacha (ยามาช่า) อีก จึงมองลงไปเห็นตัวเมืองแบบพานอราม่าได้ แต่ถ้าจะให้ได้วิวทิวทัศน์ที่ดีกว่าต้องปีนขึ้นไปด้านบนของหอระฆัง Bell Tower ที่อยู่ใกล้ๆกัน ที่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในหอระฆังที่สูงที่สุดของคาบสมุทรบอลข่านเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 2010  และมีระฆังขนาดต่างๆรวม 8 ระฆัง น้ำหนักรวมมากกว่า 1 ตัน คนที่นี่ให้ความสำคัญกับพระแม่มารีมาก จึงกำหนดให้วันประสูติของพระองค์ คือวันที่ 8 กันยายน เป็นวัน Haskovo Day ที่มีการจัดการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรม กีฬา ประเพณี ฯลฯ ทุกๆปี

จากนั้นทั้งสองคนก็พาเดินลงจากเขาเพื่อเดินชมเมืองไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เพิ่งสร้างได้ไม่นาน ไปจนถึงหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลก ที่ถ้าไม่ชี้ให้ฉันดู ฉันก็คิดว่าเป็นทางน้ำทิ้งธรรมดาๆ ทั้งสองให้เกร็ดความรู้ของเมืองไปด้วยว่า จะเห็นว่ามีบ้านโดนทิ้งร้างหลายหลัง เพราะคนรุ่นใหม่อยากออกไปอยู่ที่เมืองหลวงหรือต่างประเทศ มีแต่คนเฒ่าคนแก่เต็มเมือง แต่หลังจากที่มีการปรับปรุงในหลายๆด้านและจัดภูมิทัศน์ของเมืองใหม่เมื่อไม่กี่ปีก่อน เมืองนี้ก็ถือว่าเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับครอบครัว เพราะความสวยงาม ปลอดภัยและสะอาดเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ระหว่างทางฉันเห็นมีใบปิดเล็กๆเป็นรูปหน้าคนติดอยู่ตามกำแพงและเสาเต็มไปหมด สอบถามได้ความว่าเป็นใบแจ้งการครบรอบวันตายของบุคคลนั้นๆโดยจะแจ้งทุกๆ 40 วัน, 3 เดือน, 6 เดือน และทุกปีหลังจากนั้น ซึ่งเป็นประเพณีของคนบัลแกเรียตั้งแต่สมัยก่อน (พบเห็นได้น้อยลงในเมืองใหญ่)

 

เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาล ฉันจึงมีโอกาสได้เข้าร่วมการเปิดงานแสดงศิลปะของสองศิลปินชาวบัลแกเรียที่หอศิลป์ที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นงานจิตรกรรม เกี่ยวกับจักรราศีและงานประติมากรรมแปลกๆ รวมไปถึงเข้าร่วมดูการแสดงศิลปะพื้นบ้านของรัสเซียและบัลแกเรีย และงานประกาศเกียรติคุณบุคคลเกียรติยศของเมือง บุคคลที่ฉันพอจะรู้จักที่เคยได้รับประกาศเกียรติคุณนี้เมื่อปีก่อนๆในช่วงที่อาชีพของแกขึ้นสูงสุดชนะเลิศรางวัลระดับโลกหลายๆรางวัลก็คือ นักเทนนิสมือวางอันดับต้นๆของโลกชาวบัลแกเรีย Gregor Dimitrov (เกรกอร์ ดิมิทรอฟ) เพราะนักเทนนิสคนนี้เกิดและเติบโตที่เมือง Haskovo นี่เอง จากนั้นพวกเราก็ได้เดินไปบริเวณที่มีการออกร้านขายของพื้นเมือง ตรงบริเวณหอนาฬิกาแห่งใหม่ แน่นอนว่าฉันรี่เข้าไปถ่ายรูปร้านโยเกิร์ตที่มาออกร้านในทันที เพราะถือเป็นของขึ้นชื่อของบัลแกเรียถึงขนาดที่เอามาตั้งเป็นยี่ห้อโยเกิร์ตในบ้านเรา พอเดินห่างออกมาหน่อย คนที่ร้านกลับวิ่งเอาโยเกิร์ตมายัดใส่มือฉันสองถ้วยแล้วส่งภาษาที่ฉันฟังไม่รู้เรื่อง (ตอนนั้นนักเรียนทั้งสองไม่ได้ยืนอยู่กับฉันด้วย) เข้าใจว่าเอามาให้ชิมฟรีนั่นเอง (แต่ที่ร้านเขาขายกันนะ คนซื้อเพียบ) คาดว่าเขาคงเห็นฉันหัวดำหน้าตาเป็นกระเหรี่ยงชาวเอเชียอยู่คนเดียวในเมืองเลยเอามาให้กิน (ไม่มีชาวเอเชียให้เห็นในเมืองนี้เลยสักคนจริงๆ) โยเกิร์ตสดอร่อยตามคาดทำเอาฉันมีแรงเดินต่อไปชมหอนาฬิกาเก่าของเมืองบ้าง ระหว่างที่ดูรูปร่างแปลกๆที่เห็นเป็นตุ้มน้ำหนักตามเสาของมันอยู่ ก็มีคุณลุงเดินเข้ามาชี้นู่นนี่พยายามอธิบายเป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น จับใจความได้ว่าสร้างฉลองครบรอบ 1000 ปีของเมือง (ค.ศ.1985) โดยกำหนดให้ตีดังทุกๆ 15 นาที โดยควบคุมจากตึกที่ตั้งอยู่ด้านหลังที่เคยเป็นโรงแรมเก่าในสมัยคอมมิวนิสต์ แต่ต่อมาชาวเมืองทนเสียงไม่ไหว จะตีอะไรกันบ่อยเกิน ประกอบกับตึกดังกล่าวถูกใช้ทำเป็นอย่างอื่น เลยปล่อยให้นาฬิกาที่ว่าหยุดเดินโดยไม่ซ่อมแซมไปเสียเลยแบบนั้น

 

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าดินแดนแถบนี้เป็นแหล่งอารยธรรมดั้งเดิมของชาว Thracian จึงขาดไม่ได้ที่จะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Thracian Art Museum of the Eastern Rhodopes พิพิธภัณฑ์ที่ห่างจากเมืองไปประมาณครึ่งชั่วโมงนี้ จัดแสดงการจำลองหลุมศพของชาวเทรเชียนยุคโบราณ ที่เพิ่งค้นพบในปี ค.ศ. 2000 ตัวหลุมศพ Aleksandrovo Tomb ของจริงซึ่งมีอายุเก่าแก่ประมาณ 2,400 ปี รูปทรงโดมสูง 15 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 70 เมตร ตั้งอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ไปไม่ไกล แต่เนื่องจากมีความเปราะบางสูงมากจึงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชม โดยทางการบัลแกเรียได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นมาแทน นอกจากหลุมศพจำลองแล้วยังมีภาพถ่ายของภาพเขียนสีบนผนังหลุมศพโบราณได้รับการขยายและจัดแสดงอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ฉันว่าน่าจะเป็นหนึ่งในภาพเขียนสียุคโบราณที่มีรายละเอียดเยอะที่สุดเลยทีเดียว ตอนที่นักโบราณคดีไปขุดค้นพบนั้น ทรัพย์สมบัติต่างๆได้ถูกขโมยไปหมดแล้ว จะเหลือก็แต่ภาพเขียนสีนี่แหละที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่ค่อนข้างมาก และเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆเกี่ยวกับความรู้และวัฒนธรรมของชาวเทรเชียน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของศาสนา พิธีกรรม อาวุธ ความเชื่อ การแต่งกายและชีวิตความเป็นอยู่ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงภาพถ่ายโบราณสถานอื่นๆในแถบ Haskovo และตัวอย่างของเครื่องทองและอัญมณีต่างๆที่เป็นเครื่องประดับอายุเก่าแก่กว่า 4,500 ปี ที่ค้นพบในแถบแหล่งวัฒนธรรมอื่นๆ ใกล้เคียง ซึ่งถือว่าเป็นงานเครื่องทองที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว

 

ในหมู่บ้านชนบท Uzundhovo (อุซุนดโฮโว) ไม่ไกลจากตัวพิพิธภัณฑ์เท่าไรนัก มีโบสถ์เก่าแก่ที่ถือว่าเป็นโบสถ์ในชนบทที่เก่าแก่ที่สุดของบัลแกเรียอยู่ The Assumption Church of Uzundhovo Village แห่งนี้แม้จะตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆที่บ้านเรือนหลายหลังเก่าแก่ผุผังเหมือนถูกทิ้งร้าง แต่โบสถ์แห่งนี้ก็มีประวัติที่น่าสนใจ เพราะถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ศาสนาคริสต์เหมือนโบสถ์ทั่วไปในอดีต แต่ได้ถูกทำลายลงในปี ค.ศ. 1593 และถูกเปลี่ยนให้เป็นมัสยิดในช่วงที่จักรวรรดิอ็อตโตมันเข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่ จนเมื่อตุรกีคืนโบสถ์แห่งนี้ให้รัฐบาลบัลแกเรียเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ศาสนสถานแห่งนี้จึงถูกบูรณะขึ้นใหม่ให้กลับเป็นโบสถ์ออร์โธด็อกส์อีกครั้งในปี ค.ศ. 1906 โดยมีควันหลงจากอิสลามตรงที่ส่วนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของโบสถ์ยังคงห้ามไม่ให้ผู้หญิงเหยียบย่างเข้าไป นอกจากนี้ช่วงบูรณะยังมีการค้นพบจารึกในยุคกลางที่เขียนเป็นภาษาอารบิคเกี่ยวกับปรัชญาและศาสนาอีกด้วย โบสถ์แห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบัลแกเรียในเวลาต่อมา

 

บริเวณที่ราบระหว่างหุบเขาอันกว้างใหญ่ ที่ส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งของเมือง Haskovo  มีภูมิอากาศเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่เหมาะแก่การปลูกข้าวสาลี งา ข้าวโพด ใบยาสูบและฝ้าย รวมไปถึงพืชผักผลไม้อื่นๆรวมไปถึงไร่องุ่นอีกด้วย พวกเราจึงถือโอกาสขอให้ทีมผู้เชิญติดต่อพาไปเที่ยวชมไร่ไวน์ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งมีสองนักเรียนตามติดพวกเราไปเยี่ยมชมโรงงานและแปลให้พวกเราฟังด้วย พวกเราเดินทางไปถึงเมือง Svilengrad (ชวิเลนกราด) ซึ่งมีป้ายเขียนว่าบนถนนเส้นหนึ่งว่าตรงไปอีก 2 กม. ก็จะเข้าเขตประเทศกรีซ ในขณะที่ถ้าไปตามถนนอีกเส้นหนึ่งไม่เกิน 10 กม. ก็เข้าเขตประเทศตุรกี ไร่ไวน์ตัวอย่างที่พวกเราไปอยู่ติดชายแดนสามประเทศกันเลยทีเดียว ผู้นำเดินชมเล่าว่าไร่ไวน์แห่งนี้มีเจ้าของเป็นคนโปแลนด์ เพิ่งเริ่มทำมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 แต่ส่งออกขายไปทั่วยุโรปรวมถึงประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย นอกจากได้ชมไร่องุ่น โรงงานบ่มไวน์ โรงเก็บไวน์ รวมถึงเครื่องจักรต่างๆตั้งแต่เริ่มเก็บ จนออกมาเป็นขวดแล้ว พวกเรายังมีโอกาสได้ชิมไวน์ของบัลแกเรียกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน พร้อมมีคนอธิบายให้เสร็จสรรพก่อนจะซื้อติดมือกันมาคนละขวดสองขวด การทำไวน์ถือเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งของบัลแกเรียที่เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าชาติยุโรปอื่นๆเลยทีเดียว (ไวน์ที่บัลแกเรียโดยเฉพาะตามร้านอาหาร ราคาถูกมาก และมีให้เลือกเยอะมากอีกด้วย)

 

คืนวันสุดท้ายก่อนลาจากเมือง Haskovo แห่งนี้ Liaison วัยรุ่นทั้งสองที่น่ารักของพวกเรา พาพวกเราไปชิมอาหารบัลแกเรียนพื้นเมืองที่คนหนุ่มสาวของที่นี่ชอบไปกินกัน ก่อนจบลงด้วยการพาไปชมบรรยากาศการแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้งของศิลปินร่วมสมัยชาวบัลแกเรียที่สนามกีฬาของเมือง (ส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง) ที่มีการยิงเรเซอร์แสงสีเพียบ แต่อยู่ในบรรยากาศแบบเป็นกันเอง สำหรับฉันแล้ว ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นแหล่งรวมหนุ่มสาวชาว Huskovo ให้ได้เห็นมากที่สุด ทั้งๆที่ปกติเวลาเดินตามเมืองไม่ค่อยได้เห็นมากนัก …น่าสนใจว่าในยุคเสรีจากการเป็นคอมมิวนิสต์เก่า ที่คนหนุ่มสาวอยากทิ้งเมืองเพื่อไปอยู่ในเมืองใหญ่ ในขณะที่ผู้ปกครองเมืองในปัจจุบันต้องการสร้างเมืองขึ้นใหม่ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และเป็นที่รู้จักมากขึ้น ด้วยการพยายามทำให้เมืองเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมในด้านต่างๆ อย่างเมือง Haskovo แห่งนี้จะมีอนาคตข้างหน้าเป็นอย่างไร…

HkvWM-30
Concert of Bulgarian new generation artists to celebrate the Haskovo Day.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s