
จากสถานที่สุดท้ายของตอนที่แล้ว ฉันได้เดินทางมาถึงเมือง Dege (เต๋อเก๋อ) เมืองที่มีโรงพิมพ์บทสวดที่เก่าแก่ที่สุดของทิเบต เกือบๆถึงเขตชายแดนเขตปกครองตัวเองทิเบตในปัจจุบัน จากนี้ต่อไป ฉันจะเดินทางออกจากเมือง Dege เพื่อจะไปให้ถึงชายแดนเสฉวน-ทิเบต และเลาะลงไปทางด้านล่าง (ตะวันออกเฉียงใต้) ไปให้ถึงถนนทางหลวงอีกเส้นหนึ่งคือทางหลวงเสฉวน-ทิเบตตอนใต้ (G318) เพื่อตีรถกลับไปทางทิศตะวันออกไปยังเฉิงตูจุดเริ่มต้นที่ฉันออกเดินทางลุยดินแดน Kham (คาม) หรือในปัจจุบันเรียกว่าเสฉวนตะวันตกในครั้งนี้ เรื่องราวที่จะกล่าวถึงในตอนนี้ คือสิ่งที่ฉันได้พบเห็นและแวะเวียนไปเยี่ยมชมระหว่างการเลาะเส้นทางจากทางหลวงเสฉวน-ทิเบตตอนเหนือ (G317) เพื่อไปยังทางหลวงเสฉวน-ทิเบตตอนใต้ (G318) นั่นเอง
หลังจากเดินทางออกจากเมือง Dege ไปตามทางหลวง G317 ได้ไม่นาน ยังไม่ทันที่จะได้ไปจนถึงชายแดนที่จะเข้าสู่ทิเบตตามที่ตั้งใจไว้ จากเดิมที่สายตามองผ่านๆ วิวสองข้างทางที่เห็นแต่สายน้ำที่ถนนลัดเลาะไปกับภูเขาและทุ่งหญ้าโล่งๆเสียส่วนใหญ่ ถ้าไม่ผ่านเข้าเขตหมู่บ้านอะไร ก็มีผู้คนให้เห็นน้อยเต็มที ทันใดนั้นสายตาทุกคู่บนรถต่างก็เหลือบไปเห็นกลุ่มเต๊นท์และธงสีสันสดใสตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ไม่ไกลจากริมถนน ซึ่งเรียกความสนใจของพวกเราแน่นอนตามสไตล์การเดินทางแบบเจออะไรอยากแวะก็แวะ ค่ำไหนนอนนั่น พวกเราบอกให้คนขับรถขับไปยังความคึกคักที่เห็นนั้นทันที ในใจฉันคิดว่าฤาจะมีงานเทศกาลรื่นเริงอะไรกันอีกแล้ว? แล้วก็ไม่ผิดหวัง คราวนี้ไม่ใช่งานรื่นเริงของชาวบ้านแบบที่ผ่านมา แต่กลายเป็นเต๊นท์ผ้ามีลวดลายแบบทิเบตขนาดใหญ่ที่มีพระลามะกำลังสวดมนต์กันอยู่ ตรงกลางลานมีธงมนต์สีสันสดใสประดับด้านบนทำเหมือนเป็นกระโจมขนาดใหญ่ ชาว Khampa (ชาวทิเบตที่อยู่ในดินแดน Kham) ต่างมารวมตัวกันนั่งล้อมวงลานตรงกลางที่มีหญ้าเทียมปูอยู่ราวกับมีงานบุญอะไรสักอย่าง หลังจากที่พระลามะสวดมนต์เสร็จ ก็เริ่มแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวออกมาร่ายรำกัน เท่านั้นแหละนักเดินทางที่พลัดหลงเข้ามาแบบพวกเราเหมือนเจอดินแดนมหัศจรรย์ ต่างรุดกันไปเตรียมกล้องเตรียมแบตเตอรี่ให้พร้อมกันยกใหญ่ จากตอนแรกที่นึกว่าจะเข้ามาเดินดูเล่นๆว่าเขามีอะไรกัน และเดินติดตัวมาแค่โทรศัพท์มือถือหรือไม่ก็กล้องตัวเล็กๆเท่านั้น






จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ฉันเคยได้ไปดูการเต้นรำศักดิ์สิทธิ์ของพระลามะทิเบตที่เรียกว่า Cham Dance อยู่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีคือการเต้นรำที่พระสวมหน้ากากแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสดใส โดยต้องไปดูที่วัดหรือวิหารขนาดใหญ่ของศาสนาพุทธแบบทิเบตให้ถูกที่ถูกเวลางานเทศกาล (สามารถหาดูได้ทั้งในลาดัก อินเดีย ในทิเบต ในภูฏาน ในจีนเอง หรือที่อื่นๆที่มีพุทธฯแบบทิเบต (วชิรญาณหรือตันตระ) ตั้งมั่นอยู่ คราวนี้ฉันเลยแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่มาเจอการเต้นรำศักดิ์สิทธิ์นี้เอากลางลานสาธารณะ ไม่ใช่ในลานวัดแบบที่อื่นๆ แถมยังได้เห็นพระและเณรตั้งแต่เริ่มแต่งตัวกันอยู่ในเต๊นท์ จนค่อยๆเดินออกไปร่ายรำเป็นวงอยู่ด้านนอก แม้ว่าจะไม่ใช่การเต้นรำใส่หน้ากากแต่งตัวเต็มยศแบบที่เคยเห็น แต่ก็เป็นหนึ่งใน Cham Dance ของทิเบตที่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่กว่าพันปีแน่นอน ว่ากันว่าการร่ายรำแบบนี้ก็เพื่อขจัดอุปสรรคต่างๆ ที่กีดขวางความสุขในชีวิตของคนเรา เช่นความเศร้าหมอง หรือความไม่รู้ถึงสาเหตุของความทุกข์เป็นต้น ถือเป็นหนึ่งในการทำสมาธิอย่างหนึ่งของชาวทิเบตทั้งตัวลามะที่เป็นพระเองและชาวบ้านทั่วไปที่เข้ามาชม ที่มุมหนึ่งรอบๆลานเต้นรำจะมีพระลามะเล่นดนตรีประกอบการร่ายรำ ทั้งแตร ปี่ยาว หอยสังข์ กลอง ฯลฯ ที่เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองแบบทิเบตให้เห็น ว่ากันว่าการร่ายรำที่พระลามะหมุนตัวไปมาเป็นวงๆแบบนี้ ยิ่งเต้นนานก็จะยิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งเต้นนานคนร่ายรำก็จะยิ่งเข้าสู่การเข้าฌาณ ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องราวที่ถ่ายทอดสู่พุทธศาสนิกชนที่เข้ามาชมการร่ายรำไปด้วย



พวกเราใช้เวลากับที่นี่พอสมควร กว่าจะตัดใจปลีกตัวออกมาจากงานร่ายรำได้ จากนั้นก็เดินทางต่อไปจนเห็นแม่น้ำ Jinsha (จินซา) ที่เป็นพรมแดนกั้นเสฉวนกับทิเบต จากนี้ไปถนนสาย G317 จะทอดข้ามแม่น้ำผ่านเข้าไปในทิเบตจนถึงลาซา ซึ่งไม่ใช่จุดหมายปลายทางของพวกเรา เราเลี้ยวรถไปตามถนนอีกเส้นหนึ่งตรงทางแยกด้านซ้าย เลาะไปตามลำน้ำสายเล็กๆอีกเส้นหนึ่ง ที่สองข้างทางเป็นป่าสนและภูเขาสูง ถนนไม่ได้ลาดยางแบบทางหลวงที่ผ่านมาแล้ว แต่วิวทิวทัศน์ยังคงงดงามตลอดเส้นทาง จนไปถึงแยกที่ถนนไต่ระดับขึ้นเขาไปสู่ Palpung Monastery (วัดเพาพุง) อีกหนึ่งวัดเก่าแก่ของทิเบตที่ไม่ค่อยมีใครไปถึง หมู่บ้านที่ผ่านทางตามทางถนนเส้นนี้จะเป็นหมู่บ้านชนบทของชาว Khampa จริงๆ เรียกว่าพูดภาษาจีนยังแทบไม่รู้เรื่องกันเลย อย่างไรก็ดี พวกเราก็พยายามสื่อสารจนได้ก๋วยเตี๋ยวเนื้อมากินแก้หิวก่อนเข้าไปเยี่ยมชมวัดจนได้



ตัววัด Palpung มีอาคารอยู่หลายหลังตั้งลดหลั่นกันอยู่บนเนินเขาที่ความสูง 3,800 เมตร แต่พวกเราพุ่งเป้าไปที่อาคารหลังใหญ่ที่ดูเก่าแก่ที่สุด ซึ่งดูภายนอกออกจะทรุดโทรมแต่แฝงความขลังอยู่ในตัว พอเดินเข้าไปด้านในก็เห็นประตูไม้บานใหญ่อย่างสวย แต่ปิดล็อคอยู่ โชคดีที่เจอผู้หญิงโกนหัวโล้นคนหนึ่ง (น่าจะเป็นภิกษุณีหรือแม่ชีมาก่อน) ยืนรออะไรอยู่ หลังจากที่เข้าไปพยายามถามไถ่ไปๆมาๆ เธอก็โทรไปเรียกพระลามะรูปหนึ่งมาช่วยเปิดประตูให้เข้าไปชม ด้านในหลังประตูบานยักษ์ก็คล้ายๆวัดทิเบตทั่วไป คือมีประติมากรรมพระพุทธรูปและเทพต่างๆโดยรอบ ตรงกลางเป็นที่นั่งเป็นแถวๆสำหรับทำวัตรสวดมนต์ มีบัลลังค์ที่นั่งของพระผู้ใหญ่อยู่ด้านหนึ่ง ระหว่างที่เดินวนชมรอบๆอยู่อย่างสงบโดยไม่มีนักท่องเที่ยวหรือชาวบ้านคนอื่นอยู่เลย อยู่ดีๆพระที่มาเปิดประตูใหญ่ให้ ก็ไขกุญแจประตูไม้เก่าเล็กๆที่อยู่หลังพระพุทธรูปต่างๆให้ พอประตูแง้มเปิดออกเท่านั้น พวกเราทุกคนก็ตะลึงงันขึ้นมาทันที เนื่องจากด้านในประตูนั้นมีพระพุทธรูปสีทององค์โตที่มีพระพักตร์งดงามประดิษฐานอยู่อย่างโดดเด่นในบรรยากาศทึมๆของตัวอาคาร ให้ความรู้สึกเหมือนเดินทางผจญภัยมาเจอขุมทองยังไงชอบกล แถมยังโชคดีที่เขาให้ถ่ายภาพได้อีก (โดยมากวัดทิเบตมักไม่ค่อยอนุญาตให้ถ่ายภาพด้านใน) แม้ว่าจะมีเวลาเพียงไม่นานก็ตาม



วัด Palpung ที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นมาประมาณต้นคริสตศตวรรษที่ 18 แต่ตัววัดเองมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่คริสศตวรรษที่ 13 ถือเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งของนิกาย Kagyu (กาจูร์ปะ) หนึ่งในสี่นิกายหลักของศาสนาพุทธแบบทิเบตในภูมิภาค Kham ของทิเบตเดิม ตัวอาณาเขตวัดทั้งหมดมีอาคารในเขตพุทธาวาสและอาคารที่พักอาศัยกว่า 25 หลัง มีการเรียนการสอนทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรมและวิชาการต่างๆมาตั้งแต่โบราณ เรียกได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของพุทธศาสนาใน Kham เลยก็ว่าได้ ตัวตึกที่ฉันบอกว่ามันดูเก่าๆแต่ขลังนั้นถือว่าเป็นอาคารแบบทิเบตในสไตล์เต๋อเก๋อที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในอดีตสมัยที่รุ่งเรืองที่นี่เคยมีพระลามะถึงพันรูปอาศัยอยู่ มีห้องสมุดขนาดใหญ่และมีงานศิลปะแบบทิเบตเก็บสะสมอยู่มากมาย แม้ว่าในช่วงเวลาที่พวกเราไปเยือนนั้น กลับมีแต่ความเงียบสงบเห็นผู้คนและพระลามะแบบนับคนได้ โดยไม่พบเจอนักท่องเที่ยวอื่นสักคนเดียวเลยก็ตาม




หลังจากที่ออกจากวัดนี้ พวกเราก็เดินทางผ่านภูเขาทุ่งหญ้าในพื้นที่สูง มองเห็นกระโจมสีน้ำตาลชาวเผ่าเร่ร่อนที่ย้ายที่เลี้ยงสัตว์เป็นระยะๆ และผ่านไปยังพื้นที่ชุมน้ำในที่สูงที่มีดอกไม้หน้าตาแปลกๆบานกันอยู่ริมน้ำอย่างสวยงาม โดยมีเป้าหมายที่อยู่นอกเส้นทางที่คิดเอาไว้ของเราในครั้งนี้คือไปเยี่ยมชม Yarchen Gar (ยาเชนการ์) อันขึ้นชื่อเรื่องชุมชนภิกษุณีชาวทิเบตที่น่าจะใหญ่ที่สุดในโลกและการทำลายล้างชุมชนของรัฐบาลจีน… เนื่องจากระหว่างเส้นทางที่ผ่านมา เราได้เห็นรูปภาพของที่นี่จากนักท่องเที่ยวชาวจีนคนอื่นที่เผอิญได้มาคุยกัน จากที่ตอนแรกไม่คิดว่าจะไปที่นี่ได้เนื่องจากทางการจีนค่อนข้างเข้มงวดกับการเข้าออกไปบริเวณนั้นโดยเฉพาะสำหรับคนต่างชาติ แต่จากคำบอกเล่าของชาวจีนที่เราเจอ เขาบอกว่าไปได้ เราก็เลยลองไปดูและก็ไปถึงจริงๆและได้เห็นภาพชุมชนภิกษุณีแห่งนี้จริงๆจากบนเนินเขารอบๆ (ไม่สามารถเข้าไปภายในชุมชนได้)


Yarchen Gar หรือมีชื่อเป็นทางการว่า Yaqên Orgyän Temple (วัดยาเชนออร์กยัน) ตั้งอยู่บนหุบเขาที่ความสูงสี่พันเมตรในเขตปกครอง Baiyü (ไป่ยู๋) บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของวัด สถาบันศึกษาพุทธศาสนาและที่พักอาศัยของนักบวชอันได้แก่ภิกษุและภิกษุณีของศาสนาพุทธแบบทิเบต นิกาย Nyingma (ญิงมา) หรือนิกายหมวกแดง โดยนักบวชที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่อาศัยรวมๆกันอยู่เป็นหมื่นคน จนได้ชื่อว่าเป็น “City of Nuns” ถ้าอยากเห็นภาพของชุมชนนี้อย่างชัดเจนจะต้องเดินขึ้นไปบนเนินสูงนอกชุมชน ดูจากบนเนินไกลๆแบบนี้ ชุมชนที่เป็นเหมือนเมืองตรงกลาง (ที่ไม่ใช่ตัววัด) ดูคล้ายชุมชนแออัด (จริงๆนี่คือที่พักของเหล่าภิกษุณี) เต็มไปด้วยบ้านพักเล็กๆสร้างเป็นกล่องๆง่ายๆอย่างหนาแน่น มีโค้งน้ำโอบรับและล้อมรอบไปด้วยภูเขาทุ่งหญ้า ให้ภาพที่สวยแปลกตาเอามากๆ และเป็นภาพที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนที่นี่ จากจุดนี้ฉันได้เห็นภิกษุณีในชุดสีแดงเลือดหมูเป็นพันๆเดินเรียงแถวออกมาจากวัด ที่คาดว่าจะไปเดินจงกรมกันรอบเขา นอกจากนี้ยังมีวัดใหม่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้วย ที่นี่เป็นที่เลื่องลือเรื่องการขับไล่ที่ของรัฐบาลจีนโดยอ้างว่าเป็นชุมชนแออัด แต่แฝงด้วยการเมืองที่ต้องการทำลายชุมชนชาวทิเบตขนาดใหญ่ จนมีเรื่องเกรียวกราวในหน้าข่าวของชาวทิเบตหลายต่อหลายครั้งถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน…Yarchen Gar จึงเป็นสถานที่หนึ่งที่เปิดๆปิดๆสำหรับชาวต่างชาติตามความพอใจของรัฐบาลจีนในแต่ละช่วงเวลา



อย่างไรก็ดี ฉันเชื่อว่าภาพถ่ายที่ฉันเอามาให้ดูในครั้งนี้ คงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากหลังจากที่ฉันกลับมา ก็มีข่าวว่ามีการขับไล่และเกลี่ยพื้นที่ทำลายที่พักอาศัยไปเกือบครึ่งค่อนของที่เห็นในภาพนี้ และในช่วงที่ผู้คนระงับการเดินทางเพราะพิษภัยของโควิดแบบนี้ ก็ยิ่งยากที่จะรู้ข่าวคราวว่าชะตากรรมของชุมชนภิกษุณีแห่งนี้จะเป็นอย่างไร…(ภาพถ่ายปี ค.ศ. 2017)
(โปรดติดตามตอนต่อไป ที่เราน่าจะไปถึงทางหลวง G318 กันเสียที)
