Western Sichuan VII (Final): Tagong

ย้อนกลับไปเมื่อพันกว่าปีก่อน (ค.ศ. 640) เจ้าหญิง Wencheng (เหวิงเฉิง) แห่งราชวงศ์ถังของจีนในสมัยนั้น ได้ออกเดินทางจากจีนเพื่อไปอภิเษกกับพระเจ้า Songtsen Gampo (ชงเซ็น กัมโป) กษัตริย์แห่งทิเบตและผู้ก่อตั้งจักรวรรดิทิเบต รวมถึงเป็นผู้นำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในทิเบต เพื่อสร้างสัมพันธไมตรี โดยได้อัญเชิญพระพุทธรูปศากยมุนีทองคำ ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่า Jowo Shakyamuni (โจโวศากยมุนี) หรือ Jowo Rinpoche (โจโว รินโปเช) และพระคัมภีร์มาพร้อมขบวนเสด็จเพื่อไปประดิษฐาน ณ วัด Jokhang (โจคัง) ในเมืองลาซา ครั้นเมื่อเดินทางผ่านมาที่เมือง Tagong (ถ่ากง) อยู่ดีๆ พระพุทธรูปที่แบกกันมาตลอดทางกลับไม่มีใครยกขึ้น จะด้วยการเข้าฝันของเจ้าหญิงเองหรือบ้างก็ว่าพระพุทธรูปได้กล่าวขึ้นว่าเองว่าชอบและอยากจะอยู่ที่นี่ เลยไม่อยากไปไหน ในที่สุดเจ้าหญิงเลยตัดสินใจให้คนสร้างพระพุทธรูปจำลององค์โจโวขึ้นมาประดิษฐานที่เมืองนี้แทน พอสร้างเสร็จก็ดูเหมือนจะเคลื่อนขบวนเดินทางต่อไปยังทิเบตได้ ตัวพระพุทธรูปจำลองนี่เองที่เป็นที่รู้จักกันในเมืองเล็กๆที่ชื่อ Tagong แห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าใครไปไม่ถึงวัด Jokhang ในลาซาเพื่อนมัสการองค์จริงได้ ก็เดินทางมานมัสการองค์จำลองที่เมืองนี้แทนได้

            พระพุทธรูปโจโว ศากยมุนีจำลองนี้ปัจจุบันได้ประดิษฐานอยู่ภายในอารามหลังหนึ่งใน Tagong Monastery (วัดถ่ากง) หรือในภาษาทิเบตเรียกว่า Lhagang Monastery (วัดลากัง) ซึ่งตัววัดอันใหญ่โตที่เห็นอยู่ในปัจจุบันที่ตั้งอยู่กลางเมือง Tagong นี้ บูรณะขึ้นมาใหม่ในสมัยราชวงศ์ Qing (ราชวงศ์ชิง ค.ศ. 1644-1911) เพื่ออุทิศให้กับพระพุทธรูปดังกล่าว ซึ่งในปัจจุบันนอกจากพระพุทธรูปแล้ว ยังมีคัมภีร์และโบราณวัตถุทางพุทธศาสนาของทิเบตอายุเป็นพันๆปีเก็บรักษาอยู่ที่นี่ด้วย

            ฉันเดินทางมาถึงเมือง Tagong โดยที่ไม่ได้มีความรู้อะไรเรื่องพระพุทธรูปอันเป็นตำนาน/ประวัติข้างต้นของเมืองนี้เลย แต่มาพักเพื่อมาหาข้อมูลของเทศกาลขี่ม้าในละแวกนี้ (ตามที่ได้เล่าถึงไปในตอนที่แล้ว) เท่านั้น แต่ก็ให้บังเอิญว่าช่วงเทศกาลขี่ม้าแบบนี้ เป็นช่วงเดียวกับที่วัดลากังหรือวัดถ่ากงมีงานเทศกาล (ไม่ได้รู้มาล่วงหน้าเช่นกัน) พอดี ผนวกกับเกสต์เฮ้าส์ที่พักอยู่ติดกับวัด เลยไม่พลาดโอกาสที่จะเข้าไปเยี่ยมชมตัววัดด้วย…แต่เนื่องจากเป็นวัดทิเบตที่ส่วนใหญ่มักจะไม่ให้ถ่ายรูปด้านใน ก็เลยไม่ได้มีโอกาสนำรูปของพระพุทธรูปดังกล่าวและโบราณวัตถุอื่นมาให้ชมกัน ได้มาก็แค่สองสามภาพตอนที่ลามะ (พระทิเบต) กำลังรวมตัวกันทำวัตรในอารามหลักที่เดินเข้าไปถึงก็เจอพอดีเท่านั้น (ก่อนจะมีลามะมาเตือนว่าห้ามถ่ายภาพ) จากอารามหลวงตรงกลางสามารถเดินทะลุไปอาคารข้างๆ ที่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโจโวศากยมุนี เจ้าแม่กวนอิมพันมือ รวมถึงโบราณวัตถุอื่นๆตั้งเรียงรายอยู่เต็มอาคาร ภายนอกรอบๆวัดก็ล้อบรอบด้วยวงล้อภาวนาเกือบ 200 วงที่มีจิตผู้ศรัทธามาเดินหมุนวงล้อหรือมาเดินกราบอัษฎางคประดิษฐ์ (การกราบแบบทิเบตที่ผู้กราบเริ่มจากยืนแล้วนอนราบไปกับพื้น) วนไปรอบวัดแทบจะตลอดเวลา

            จะว่าเป็นความโชคดีหรืออย่างไรไม่ทราบ ช่วงเวลาที่ไปตรงกับช่วงงานเทศกาลเดือน 6 ตามปฏิทินทิเบตพอดี จึงได้มีโอกาสได้เข้าร่วมชมการเต้นรำของพระลามะทิเบต หรือรู้จักกันโดยทั่วไปว่าการเต้นรำหน้ากากนั่นเอง ที่นี่ดูเหมือนว่าจะมีการจัดงานกันสามวัน โดยในวันแรกที่เข้าไปชมนั้น เป็นการเต้นรำของพระลามะที่ไม่ได้ใส่หน้ากาก ดนตรีจะเป็นไปในลักษณะช้าๆ เนิบๆ เหมือนทำสมาธิไปด้วย ส่วนในวันที่สองนั้น เป็นการเต้นรำใส่หน้ากาก มีเรื่องราว มีผีเปรตตัวตลก พระลามะใส่หน้ากากเป็นเทพเจ้าต่างๆสีสันสดใสออกมาเต้นโชว์ลีลาหมุนตัวไปมากันอย่างออกรสชาติ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาล้อมวงชมกันพอสมควร แต่ไม่เนืองแน่นแบบการเต้นรำหน้ากากตามวัดดังๆที่เป็นที่รู้จักกันดีในลาดักหรือในทิเบต การถ่ายภาพเลยสะดวกสบาย ย้ายที่ได้ค่อนข้างเป็นอิสระกว่ามาก โดยไม่ต้องมีใครมาคอยบัง ในตอนสุดท้าย ตัวละครทุกตัวที่ออกมาแสดง จะออกมาเต้นรำพร้อมกันหมด เป็นการปิดฉากอย่างอลังการ แต่ฉันก็มารู้ทีหลังอีกว่าจริงๆแล้วหลังจากการเต้นรำในเขตวัด เขามีออกไปเต้นรำกันต่อบนเนินหญ้าข้างๆวัดอีกด้วย ซึ่งฉันพลาดไป เนื่องจากไปที่อื่นก่อน (โดยคิดว่าการเต้นรำสิ้นสุดลงแล้ว) ส่วนในวันที่สาม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงานเทศกาลชาวคาวบอยทิเบตหรือชาว Khampas ต่างจูงม้ามาให้พระลามะพรมน้ำมนต์ให้พรเพื่อเป็นสิริมงคลกัน ก่อนจะควบม้าวนรอบวัดแล้วขึ้นไปที่เนินด้านหลัง ฉันว่าจะตามขึ้นไปดูแต่ก็วิ่งตามม้าไม่ทัน ได้แต่ไต่เนินแบบหอบๆไปถึงแค่เจดีย์สีขาวบนเนินเท่านั้น จากบนนี้สามารถมองย้อนกลับลงไปทางวัดได้จากมุมสูงอีกมุม หลังจากนั้นที่หน้าวัดก็มีการม้วนคลายผ้า Thankha (ทังก้า) โบราณขนาดยักษ์ขึงขึ้นไปที่ยึดไว้บนหลังคาด้านหน้าปลายด้านล่างอยู่บนพื้น โดยภาพวาดบนตัวผ้าเป็นรูปของพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หลังจากช่วยกันขึงกันได้ที่แล้ว ชาวบ้านก็พากันมากราบไหว้เดินวนรอบ เอาศีรษะแตะตัวผ้ากัน ก่อนที่ช่วงบ่ายจะมีพิธีกรรมที่หน้าทังก้ากันต่อ

อย่างไรก็ดี เมื่อมาถึง Tagong แล้วนั้น สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่กว่า 700 กว่าตารางกิโลเมตรบนที่สูงเกินเกือบๆ สี่พันเมตรของ Tagong ที่กล่าวกันว่าเป็นทุ่งหญ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดและสวยที่สุดของมณฑล Ganzi (กานจือ) กันเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเนินที่มีแต่ทุ่งหญ้าจริงๆ ถ้ามาหน้าร้อนก็อาจได้เห็นดอกไม้เล็กๆบานในทุ่งสวยงาม หากมาในหน้าหนาว ฉันว่าก็คงถูกปกคลุมไปด้วยหิมะทั้งหมด แม้ว่าการไปชมเทศกาลขี่ม้าใกล้ๆเมือง (ที่เล่าไปแล้ว) ก็คือการได้ชมทุ่งหญ้าในบรรยากาศหนึ่ง แต่โฟกัสก็ไปอยู่ที่ชาวพื้นเมืองและการแข่งม้ามากกว่า อย่ากระนั้นเลย ฉันถือโอกาสออกไปพักกลางทุ่งหญ้าแห่ง Tagong เสียหน่อยดีกว่า อีโคลอร์จที่ฉันจองไปนั้น เป็นเหมือนโฮมสเตย์กลายๆ เพราะอยู่ในบ้านเดียวกับเจ้าของ ตัวอีโคลอร์จนี้ห่างจากตัวเมือง Tagong ไปประมาณสี่สิบนาที บ้านตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าที่มีถนนคอนกรีตเลนครึ่งอย่างดีตัดผ่าน เห็นว่ารัฐบาลเพิ่งทำขึ้นมาใหม่เอี่ยม เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางที่ไปเยี่ยมชมวัดอีกแห่งหนึ่งที่ใช้เส้นทางเดียวกัน ถนนลัดเลาะไปตามลำธารน้ำใสแจ๋วเล็กๆ ล้อมรอบด้วยทิวเขาสีเขียวขจี กับมองไปไกลเห็นเทือกเขายอดหิมะ Yala ตามที่ฉันได้กล่าวถึงเมื่อตอนที่แล้วและก่อนหน้านั้น เจ้าของบ้านเป็นของหญิงชาวอเมริกันที่แต่งงานกับชาวพื้นเมือง Khampa ที่นี่ ทำบ้านเป็นโฮมสเตย์ อาหารการกินส่วนใหญ่มาจากในแปลงสวนที่ปลูกกันเองหรือเก็บจากริมลำธาร ส่วนเนื้อสัตว์ก็มีแต่เนื้อจามรี ส่วนเครื่องดื่มนั้นมีให้เลือกหลากหลายตามสไตล์คนอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ ไวน์ ซอฟต์ดริงค์ต่างๆ และยังรวมไปถึงเหล้าหมัก ไวน์หมักที่ทำกันเองอีกด้วย (พอดีช่วงที่ไปพัก เจ้าของผู้เป็นสามีพานักท่องเที่ยวไปเทรคกิ้งค้างแรมที่กระโจมเลยไม่ได้เจอ)

ปกติทุ่งหญ้าแถวนี้จะเป็นที่หากินของฝูงจามรีที่จะถูกต้อนมาในช่วงหน้าหนาว ตอนที่ฉันไปเป็นหน้าร้อน เลยไม่มีฝูงจามรีให้เห็น (เจ้าบ้านเล่าว่าเป็นการแบ่งเขตทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ของคนที่นี่)  แน่นอนว่าหน้าร้อนแบบนี้ ดอกไม้เล็กๆตามทุ่งหญ้าบานกันสลอน ใกล้ๆบ้านมีป่าสนอยู่บนเนิน ที่สามารถไปเดินดูได้ บ้านที่ตั้งอยู่ในหุบเขาริมรำธาร เปิดหน้าต่างไปเห็นวิวภูเขาหิมะสูงใหญ่เป็นฉากหลังแบบนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นบ้านในฝันของหลายๆคนเลยทีเดียว จริงๆที่นี่มีการพาทัวร์ขี่ม้าออกไปพักในกระโจมที่พักของชาวพื้นเมืองเร่ร่อนที่อาศัยอยู่แถบนี้ หรือไม่ก็ไปเยี่ยมชมวัดภิกษุณีอีกแห่งหนึ่งที่อยู่บนเขา (จะเทรคไปก็ได้) แต่เนื่องจากความที่ฉันเดินทางมาหลายสัปดาห์และช่วงนี้ก็ใกล้จะสิ้นสุดทริปอยู่แล้ว เลยอยากอยู่เฉยๆชิลล์ๆสบายๆมากกว่า ก็เลยได้แต่เดินเล่นไปตามถนนคอนกรีตเล็กๆ ดูนกชมไม้ไปเรื่อยๆ มีไต่ขึ้นไปเดินเทรลชมป่าสนบ้างเล็กๆน้อยๆ หรือยืมจักรยานไปขี่เล่นในตอนเช้า เวลาส่วนใหญ่จะเป็นการนั่งหรือเดินช้าๆชิลล์ๆชมทุ่งหญ้า สายน้ำและเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุม ยิ่งช่วงพระอาทิตย์ตกดินตอนเย็นด้วยแล้ว บรรยากาศชวนฝันเลยทีเดียว ถือเป็นการพักร่างหลังจากสมบุกสมบันมาตลอดทริปการเดินทางในครั้งนี้ก่อนเดินทางกลับได้เป็นอย่างดี

ฉันขอสิ้นสุดการเล่าเรื่องทริปการเดินทางสู่ดินแดนเสฉวนตะวันตกเอาไว้ที่นี่ แม้ว่าจากจุดนี้จะใช้เวลาอีกสองวันบนเส้นทาง G318 กว่าจะกลับไปถึงเฉิงตูเพื่อเดินทางกลับไทย แต่เนื่องจากเป็นสองวันที่ไม่ได้แวะที่ไหนมาก ทั้งๆที่เป็นเส้นทางเข้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวยอดฮิตที่มีทัวร์จากจีนและไทยมากันเยอะมาก จริงๆตอนแรกฉันก็ตั้งใจจะเข้าไปที่อุทยานแห่งชาติ Yading (ย่าติง) ที่เป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับทริปถ่ายภาพแห่งหนึ่งของทัวร์เที่ยวเสฉวนอยู่เหมือนกัน แต่พอไปถึงหน้าทางเข้าเห็นจำนวนรถบัสที่จอดอยู่เป็นร้อยๆคันแล้ว ก็ถอดใจ เดินทางมุ่งหน้ากลับสู่เฉิงตูเลยดีกว่า ทุ่งหญ้าอันงดงามแห่ง Tagong จึงเป็นสถานที่สุดท้ายแห่งความทรงจำสำหรับการเดินทางของฉันในครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่ายังมีอีกหลายสถานที่ที่ยังไปไม่ถึงหรือยังไม่ได้แวะเข้าไปหรืออาจพลาดไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะได้บอกกับตัวเองว่าให้กลับไปเยือนอดีตดินแดนที่ราบสูงแห่งแคว้น Kham ของทิเบตหรือที่เรียกว่าเสฉวนตะวันตกในปัจจุบันอันสวยงามแห่งนี้ให้ได้อีกสักครั้ง

Leave a comment