Putao, Northern Myanmar: The Place Where You Can See Snow-capped Mountains in S/E Asia

ตั้งแต่สมัยที่ไปเดินขึ้นเขาโกตาคินาบาลู ที่มาเลเซีย ยอดเขาที่หลายคนเชื่อว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อหลายปีก่อน ฉันได้รับข้อมูลมาว่าจริงๆแล้วโกตาคินาบาลูไม่ใช่ยอดเขาที่สูงที่สุดที่ว่า แต่เป็นยอดเขาทางเหนือของพม่าที่ชื่อ Hkakaborazi (คากาโบราซี) ต่างหาก เพียงแต่ว่า ยอดเขาสูงสุดถึง 5,881 เมตรแห่งนี้ เข้าถึงได้ยากจึงไม่เป็นที่รู้จัก ตั้งแต่นั้นมา เทือกเขาคากาโบราซี ก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ฉันอยากไปสัมผัส…แม้ว่าในปัจจุบันจะมีนักปีนเขาขึ้นไปพิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้บ้างแล้วก็ตาม แต่เทือกเขาโดยรอบก็ยังคงเข้าถึงยากและปราศจากการท่องเที่ยวแบบล้างผลาญใดๆ เมื่อมีโอกาสที่จะได้ขึ้นไปทางเหนือของพม่า ความหวังของฉันก็สว่างวาบขึ้นมาในทันที แน่นอนว่าฉันคงไม่สามารถไปพิชิตยอดเขาได้ แต่สิ่งที่ฉันอยากเห็นก็คือยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ บริวารโดยรอบของเทือกเขาคากาโบราซี ในขณะที่ฉันยังคงอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างหาก

การเดินทางไปที่เมือง Putao (ปูเตา) ในรัฐคะฉิ่น (Kachin)ทางตอนเหนือของพม่านั้น ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร เพราะมีเครื่องบินบินถึงสนามบินเล็กๆที่นี่แทบทุกวัน แต่ที่ลำบากกว่าคือการขออนุญาตเข้าไปในเขตพิเศษของพม่าสำหรับชาวต่างชาติต่างหาก การเข้าเมือง Putao ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากทางราชการของพม่า ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆพอสมควร ทางที่ดีที่สุดคือให้ทางบริษัททัวร์ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ดำเนินการต่างๆให้ แล้วในที่สุด ฉันก็ได้เดินทางมาถึงสนามบินเล็กกะทัดรัดที่ Putao เช่นเดียวกับสนามบินบ้านนอกอื่นๆของพม่า ฉันจะต้องเดินผ่านกระบวนการทุกอย่าง รวมทั้งตรวจคนเข้าเมือง แล้วออกมารอด้านนอกสนามบินเพื่อรอขบวนกระเป๋าที่จะออกมากับรถเข็น…อากาศที่นี่หนาวเย็นกว่าพม่าโดยรอบเพราะอยู่ทางเหนือสุด อีกทั้งยังล้อมรอบด้วยภูเขา ตัวเมืองไม่ใหญ่อะไรมากมาย ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นชาวฉาน (Shan) ลีซู (Lisu) และระวาง (Rawang) (เรียกรวมๆว่าชาวคะฉิ่น) และมีชาวพม่ามาทำงานก่อสร้างกันมาก (การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของที่นี่จะใช้แรงงานชาวพม่าเป็นแรงงานที่มีฝีมือเป็นหลัก เนื่องจากชาวพื้นเมืองไม่ค่อยรู้จักเครื่องมือหนักที่ใช้ในการก่อสร้าง) หมู่บ้านจะตั้งอยู่ตามลำน้ำสายเล็กๆที่มีต้นกำเนิดมาจากหิมะบนยอดเขา และไหลรวมกันกับลำน้ำสายอื่นๆที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำอิระวดีอันขึ้นชื่อ ชาวบ้านยังคงใช้สายน้ำจากลำน้ำเป็นหลักในการเลี้ยงยังชีพ ตามแนวกรวดหินริมน้ำในวันแดดดีๆ จะเห็นชาวบ้านมากมายต่างพากันออกมาอาบน้ำ ซักผ้าอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่แดดจะหลบไปตามเหลี่ยมเขาสูงที่บางยอดยังมีหิมะปกคลุมอยู่อย่างรวดเร็ว นำพาอากาศอันหนาวเย็นมาปกคลุมทั่วทั้งเมือง

หลังจากหาของกินใส่ท้องเป็นข้าวเหนียวดำ-ขาวใส่ถั่วลูกไก่ (Chickpeas) โรยเกลือ กับปาท๋องโก๋และชาร้อนๆดับความหนาว ในตลาดเช้า ฉันเดินเที่ยวชมหมู่บ้านต่างๆที่กระจายตัวกันอยู่ในเมือง Putao คนนำทางบอกฉันว่าบ้านชาวฉานสังเกตง่ายๆจะมีแปลงผัก และบ้านจะมีระเบียงชานบ้านสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ต่างจากบ้านของชาวลีซอ ส่วนบ้านชาวระวางมักจะสร้างทางเดินเชื่อมเรือนเล็กๆแต่ละหลังให้เดินถึงกันได้ ไม่ตั้งแยกกันแม้จะอยู่ในบริเวณเดียวกันแบบชาวลีซอ…ชาวบ้านแถบนี้ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ซึ่งมีมิชชั่นนารีมาเผยแพร่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน จึงเห็นโบสถ์ไม้อยู่แทบทุกหมู่บ้าน แต่ก็ยังคงมีร่องรอยของวัดต่างๆให้เห็น แม้จะมีพระอยู่จำวัดน้อยมากก็ตาม (บางที่มีอยู่แค่รูปสองรูป)

นอกจากเดินชมหมู่บ้านต่างๆในเมืองแล้ว ฉันขอแวะไปที่ที่ทำการของอุทยานแห่งชาติคากาโบราซี ที่มียอดเขาที่สูงที่สุดในพม่าและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ตามที่กล่าวข้างต้น แม้จะไม่ได้มีโอกาสเข้าไปถึงเขตอุทยานฯ แวะที่ทำการที่อยู่ในตัวเมืองหน่อยก็ยังดี ภายในที่ทำการฯมีจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้ว่าอุทยานฯแห่งนี้ครอบคลุมดินแดนทางตอนเหนือสุดของพม่า มีเทือกเขาสูงกว่าสามพันเมตรอยู่หลายลูก มีรูปสัตว์หายากต่างๆแสดงให้ชม มีสัตว์สตั๊ฟและซากกะโหลกของสัตว์ต่างๆหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นนกชนิดต่างๆ แพนด้าแดง หัวกะโหลกทาคิ่น (Takin) ฯลฯ รวมถึงพืชพรรณที่สำคัญ ที่สามารถพบเห็นได้ในอุทยานฯ รวมถึงการจัดแสดงแผนที่ตั้งหมู่บ้านของชนเผ่าต่างๆ ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือชาว Tarong ชาวพื้นเมืองร่างเล็ก สูงแค่ประมาณ 110 ซม. อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในป่า ในปัจจุบันอาจเหลืออยู่เพียงแค่ครอบครัวเดียวในโลกที่เป็นชาว Tarong แท้ๆ เรียกได้ว่าอีกไม่นานชีวิตสายพันธุ์นี้คงจะสูญหายไปจากโลกเป็นแน่ ด้านนอกอาคารมีจัดแสดงพันธุ์ไม้ป่าจากอุทยานฯ ที่ขึ้นชื่อที่สุดคงหนีไม่พ้นกล้วยไม้ดำ (Black Orchid) กล้วยไม้รองเท้านารีเฉพาะถิ่นที่หายากยิ่ง น่าเสียดายที่ในช่วงที่ฉันไปดอกกล้วยไม้ยังเป็นดอกตูมอยู่ เลยไม่ได้เห็นดอกบานๆจะๆ ฉันถามถึงการเดินทางไปที่อุทยานฯแห่งนี้ ไกด์บอกว่าใช้เวลาเดินเท้าไป-กลับ แวะพักตามหมู่บ้านและแคมป์ต่างๆ ก็ประมาณ 1 เดือน ซึ่งแน่นอนต้องอาศัยลูกหาบเป็นสิบคนเพื่อขนเสบียงอาหารต่างๆไปด้วย โอว!

ครั้งนี้ ฉันจับผลัดจับผลูมาที่นี่อย่างค่อนข้างฉุกละหุก และไม่ได้เตรียมตัวมาสำหรับการเดินเทรคกิ้งไกลๆแบบนั้น อย่างไรก็ดี ในที่สุดฉันก็พาตัวเองออกไปเทรคกิ้งรูทสั้นๆแบบ 3 วัน 2 คืน โดยมีไกด์คนเดิมนำทาง พร้อมลูกหาบขนเสบียงอาหารพร้อม ฉันเริ่มออกเดินจากจุดที่เห็นภูเขาปกคลุมยอดหิมะอย่างชัดเจน ให้กำลังใจตัวเองกับวิวทิวทัศน์ที่ได้เห็นอย่างเต็มที่ เส้นทางไม่ลำบากมากนัก เพราะเป็นเส้นทางเดินประจำของชาวบ้านจากหมู่บ้านที่ฉันจะไปนอน (โฮมสเตย์) นั่นเอง วันหนึ่งๆจะเดินประมาณ 10-15 กม. เส้นทางตัดผ่านทุ่งนา ป่าเขา เดินขึ้นเนิน เดินลงหุบ แล้วแต่เส้นทางจะพาไป มีชาวบ้านสวนทางหอบของไปขายในเมืองเป็นระยะๆ หมู่บ้าน Nam Htu Koo (น้ำตูกู) หมู่บ้านชาวเผ่าลีซูแห่งนี้ มีดีที่สะพานไม้ไผ่ข้ามห้วยที่มีน้ำใสแจ๋วละลายมาจากหิมะไหลผ่าน เป็นจุดที่สามารถเฝ้าชมกิจกรรมของชาวบ้านได้หลากหลาย ทั้งเด็กๆที่มาเล่นน้ำ ชาวบ้านซักผ้า อาบน้ำ เดินเข้าป่าหาฟืน และเดินแบกฟืนไม้และขี้วัวแห้ง รวมถึงใบไม้ (มามุงหลังคา) กลับมา บ้านเรือนดูเป็นระเบียงเรียงต่อกัน มีถนนผ่านเป็นตาราง บ้านไม้แต่ละหลังจะยกหลังคาสูง แบ่งเป็นเรือนนอน และเรือนครัว ห้องน้ำเป็นส้วมหลุมนอกบ้านที่ทำได้อย่างเนียนและสะอาด (ไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์เล็ดลอดออกมา) นอกฤดูทำนา ชาวบ้านที่นี่มักออกไปทำงานในเหมืองทองและเหมืองหยกภายในรัฐคะฉิ่น

อีกหมู่บ้านหนึ่งที่ฉันไปถึงคือหมู่บ้าน Namkham (น้ำคำ) หมู่บ้านนี้มีดีที่สวนผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นส้ม เกรปฟรุ้ท แอปเปิ้ล ส้มโอ ฯลฯ ที่สำคัญ ไม่มีการใช้สารเคมีเลยแม้แต่นิดเดียว การเด็ดส้มสดๆกินจากต้นที่นี่อร่อยที่สุด หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ริมน้ำ Mali Kha (มะลิกา) (ลำน้ำต้นกำเนิดของแม่น้ำอิระวดี) ที่มีวิวสวยทิวทัศน์สวยสุดยอด ลำน้ำใสแจ๋วสงบนิ่ง สะท้อนฟ้าและป่าโดยรอบ รวมถึงเทือกเขา Namhti ที่ยอดปกคลุมด้วยหิมะที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากอยู่ด้านหลัง นกน้ำหลายชนิดบินผ่านมาให้เห็น จากที่ฉันว่าจะเดินไปรอบๆหมู่บ้าน กลับได้แต่อยู่ที่ริมน้ำบริเวณนี้จนตะวันตกดิน

การนั่งเรือหางยาวล่องแม่น้ำ Mali Kha ที่หมู่บ้านหนองคาย (เขียนตามเสียงที่ได้ยิน) ติดกับเมือง Machanbaw (มาชันเบา) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้ได้ไม่น้อย เนื่องจากเส้นทางที่เรือผ่านไปนั้นเป็นทางน้ำที่ขนาบข้างด้วยภูเขาสูงและป่าทึบ รวมถึงผ่านไปยังบริเวณแก่งต่างๆที่สร้างความตื่นเต้นให้ได้ไม่น้อย เส้นทางเรือไปสิ้นสุดที่เจดีย์ขาวบนหินกลางน้ำ ความน่าสนใจอยู่ที่ประติมากรรมธรรมชาติบนเกาะหินที่เกิดจากพลังของสายน้ำกัดเซาะหินจนเกิดความโค้งเว้าที่งดงามแปลกตาเอามากๆ ห่างออกไปไม่ไกลมีเด็กๆชาวบ้านที่อายุอานามไม่น่าเกิน 12 ขวบช่วยกันพายเรือไม้ขุด (จากไม้ท่อนเดียว) ลำยาวล่องไปตามลำน้ำหาปลาอย่างชำนิชำนาญ แสดงถึงความช่ำชองกับการใช้ชีวิตริมน้ำได้เป็นอย่างดี

แม้ฉันจะเดินทางไปไม่ถึงหิมะบนยอดเขา แต่การได้อยู่ในดินแดนที่มีภูเขาที่ปกคลุมด้วยยอดหิมะล้อมรอบ ผนวกกับหน้าตายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรของผู้คนที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้ ที่ต่างมีผิวสีและหน้าตาท่าทางคล้ายๆกันกับฉัน แทนที่จะเป็นแขกอินเดีย เนปาล หรือฝรั่งผิวขาวแบบเวลาที่ไปเที่ยวตามภูเขาหิมะในต่างประเทศอื่นๆ สร้างบรรยากาศที่แปลกแตกต่างและน่าประทับใจได้ไม่ใช่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ยังคงเผยโฉมอันงดงามให้ได้เห็นอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ทำเอาฉันเป็นปลื้มกับการที่ได้ดั้นด้นมาถึงดินแดนห่างไกลแห่งนี้ จนไม่ค่อยอยากที่จะลาจากกลับออกมาสู่โลกภายนอกอีกเลย

One thought on “Putao, Northern Myanmar: The Place Where You Can See Snow-capped Mountains in S/E Asia

  1. ขอบคุณที่โพสค์ค่ะ เตยไปPutaoตอน May 2007 เทรคขึ้นไปเขา Phongunrazi เขตแดนอยู่ติดกับ Arunachal ของอินเดียยังปกคลุมด้วยหิมะ ส่วนHkakaborazi อยู่ต่อไปทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกัยยูนนานของจีน
    ตอนนั้นที่Putao มีแค่โรงพยาบาล สถานีตำรวจ ไม่มีท่ีทำการอุททยาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s