Into the Water

หายไปเดือนกว่าๆ บนหน้านี้ ได้แต่ไปเที่ยวป่าเที่ยวเขาดูนก…ไม่ได้ไปดำน้ำ แต่อยากเอาเรื่องดำน้ำมาลงน่ะ จะได้หลากหลายหน่อยHot
จริงๆ แล้ว ไม่ได้ดำน้ำมานานพอควร เรื่องที่เอามาลงต่อไปนี้ ก็เช่นเดิม เขียนให้นิตยสารฉบับหนึ่ง (นานพอควรแล้ว) ใช้หนี้ที่เขาให้ไปดำที่นี่น่ะ
Layang Layang กับ Labuan
ส่วนรูปที่ลง เป็นรูปห่วยๆ จากกล้องที่มีอยู่ ไม่ใช่รูปที่ลงในหนังสือ ที่ขอยืมรูปมาจากนักถ่ายภาพใต้น้ำ…อ่ะน่ะ
เอาพอตื่นเต้น สำหรับคนที่ไม่ได้ดำน้ำ ส่วนคนที่ดำน้ำก้ไม่ต้องดูรูปก็ได้ อ่านเรื่องอย่างเดียวก็พอ…อิ อิWink

Diving in the South China Sea, Malaysia

000017

“แก๊ง แก๊ง”

เสียงเคาะแท้งค์สองครั้งดังขึ้น ฉันหันหน้าควั่บไปทางไดฟ์ลีดเดอร์ทันที แล้วมองตามนิ้วที่เขาชี้ออกไปในมวลน้ำสีคราม ฉันเห็นร่างเคลื่อนไหวลางๆ เหมือนมีอะไรกำลังบินผ่าน นักดำน้ำคนอื่นๆ สับฟินเร่งตีขาออกไปแล้ว ฉันเริ่มเร่งสปีดตามออกไปบ้าง…คราวนี้ฉันเห็นพวกมันบินเป็นฝูงตีวงโค้งกลับมา…ไม่หรอกฉันไม่ได้ใช้คำผิด ไม่ได้มีนกที่ไหนมาบินอยู่ในทะเลหรอก แต่เป็นฝูงกระเบนปีศาจ (Devil Ray) กว่าสิบตัวต่างหากที่กระพือครีบที่เหมือนปีกของมันพาร่างแบนราบไม่เหมือนปลาทั่วไปร่อนไปตามน้ำ ฉันเริ่มลดความเร็วลง เมื่อพวกมันตีวงโค้งกลับมา…ตั้งใจมองตามเต็มที่…แล้วพวกมันก็ร่อนจากไปไกลในความลึกที่นักดำน้ำทั่วไปอย่างพวกเราคงตามออกไปไม่ไหว

UW-7

สำเร็จ…อีกหนึ่ง “lifer” ได้รับการจดบันทึกลงไปในสมุดล็อคบุ๊คของฉัน ครั้งนี้ฉันขอยืมศัพท์ที่นักดูนกใช้กันมาใช้กับปลาบ้าง ‘lifer’ ในวงการดูนกจะหมายถึงการได้เห็นนกชนิดนั้นๆครั้งแรกในชีวิต กระเบนปีศาจฝูงนี้จึงถือเป็น lifer ของฉันในทริปดำน้ำในทะเลจีนใต้ เหนือเกาะบอร์เนียว ในบริเวณที่มีแนวปะการังที่เกิดจากการยุบตัวของภูเขาไฟใต้น้ำกลางมหาสมุทรที่เรียกว่า “oceanic atoll” ที่ลายัง ลายังแห่งนี้ แนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์จึงมีลักษณะเป็นกำแพงตัดลึกลงไปในทะเล ว่ากันว่าบางที่ลึกลงไปถึง 2,000 เมตรทีเดียว การดำน้ำที่นี้จึงหวังผลได้สูงมากกับการเห็นปลาขนาดใหญ่ และปลากลางน้ำต่างๆที่ว่ายโฉบเข้ามาใกล้แนวปะการัง ปลามงฝูงยักษ์ทำวงเป็นพายุไซโคลนใต้น้ำ ปลาสากยักษ์ ทูน่าตัวโต ฉลามครีบขาว ฉลามครีบเทา กระเบนราหู กระเบนปีศาจ รวมไปถึงฉลามวาฬ และ…

“แก๊ง แก๊ง แก๊งๆๆๆๆ”

ฉันหันควั่บไปตามเสียง คราวนี้ไม่ได้มาจากไดฟ์ลีดเดอร์แน่ๆ เพราะเขาว่ายนำอยู่ข้างหน้านู่น… กว่าสิบนาทีแล้วที่พวกเราว่ายออกมานอกแนวกำแพงสู่มวลน้ำในความลึกเกือบสามสิบเมตรเหมือนทุกครั้ง เพื่อต้องการดูปลาใหญ่ แต่คราวนี้ฉันรู้สึกว่าน้ำยังอุ่นอยู่ตลอด ไม่มีกระแสน้ำเย็นที่มักจะไหลพาตัวอะไรดีๆมาให้ดู อีกไม่นานพวกเราคงต้องตีขากลับเข้าหาแนวแล้ว… เสียงเคาะครั้งนี้ปลุกฉันจากอารมณ์ที่กำลังจะหมดหวังกับไดฟ์นี้ ฉันหันควั่บไปตามเสียง ทันทีที่เห็นทิศทางชี้นิ้วของคนเคาะ ฉันก็รีบก้มหัวมองลงไปในความลึกด้านล่าง เงาขาวๆมัวๆของสัตว์ใหญ่ว่ายอยู่ด้านล่าง ฉันทิ้งตัวลงต่ำอีกนิดเพื่อดูให้แน่ใจ ความหนาวยะเยือกของกระแสน้ำเย็นซึมผ่านเว็ทสูท…ฉันขนลุกซู่ ไม่ใช่เพราะกระแสน้ำเย็นเท่านั้น แต่เป็นเพราะเงาสัตว์ใหญ่ๆที่ว่านั้นต่างหาก มันไม่ได้มีอยู่ตัวเดียว แต่ว่ายตามมากันเป็นแถว ที่สำคัญพวกมันคือ “ฝูงฉลามหัวค้อน!” ทุกคนเริ่มสับฟินไล่ตามทันที ในขณะที่ฉันเริ่มอ่อนแรงชะลอตัวเองและรักษาระดับความลึกไว้ “เอาน่าเห็นเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว”…ฉันคิด “ปล่อยคนอื่นเขาตามไปเถอะ” แต่วินาทีนั้น ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างฉัน ฝูงฉลามที่ว่ากลับตีวงโค้งไปทางขวาย้อนกลับมา ฉันตีขาฉีกตัดออกไปทางขวาบ้าง คราวนี้ฉันได้เห็นตัวสีเทา ลำตัว หัวค้อน ลูกตา ฯลฯ ของมันอย่างชัดเจน เรียกว่ากางแขนกางขาวัดขนาดกับฉลามตัวหนึ่งจากทางด้านบนได้เลย…นึกถึงแล้วใจอยากร้อง “กรี๊ด”…ได้อีกหนึ่ง lifer แล้ว…

Hammerhead2_low

ฉันมาถึงลายัง ลายังรีสอร์ทแห่งนี้ด้วยวิธีที่แปลกประหลาดไปจากแขกทั่วๆไปของรีสอร์ทที่โดยปกติจะต้องขึ้นเครื่องบินเล็กของรีสอร์ทมาจากเมืองโกตาคินะบะลู เพราะการมาพัก 2 คืนบนเกาะที่กองทัพเรือมาเลเซียสร้างขึ้น ก่อนได้รับการพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวดำน้ำแห่งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทริปดำน้ำของเรือดำน้ำแบบ live-abroad สัญชาติไทย ซึ่งได้รับอนุญาติอย่างเป็นทางการจากประเทศมาเลเซียให้เปิดเส้นทางดำน้ำ Labuan – Layang Layang นี้ขึ้น เรือ Dive Master I พาพวกเรามาถึงที่นี่ หลังจากที่ได้ประเดิมสำรวจจุดดำน้ำใหม่ๆ มาแล้วในบริเวณที่เรียกว่า Vernon Bank ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะลาบวนและเกาะลายัง ลายังแห่งนี้…

“ลงตรงนี้แหละ” เสียงผู้จัดการเรือบอก

ฉันทำหน้าเหวอ ไม่เห็นมีอะไรเลย มีแต่ทะเลกับทะเล ทุ่นก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี…แล้วนี่จะให้โดดลงไปดำน้ำเนี่ยนะ…จะเจออะไรไหมเนี่ย

แต่ฉันก็ได้รับการยืนยันว่าตรงจุดนี้แหละเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่เรียกว่า Vernon Bank เรดาห์ใต้เรือจับแนวปะการังใต้น้ำได้ แล้วก็ตรงกับพิกัดที่ได้รับมาจากทางมาเลเซียด้วย พวกเราทิ้งตัวลงน้ำแล้วดิ่งตัวลงใต้ทะเล…นั่นไงแนวปะการัง แต่ดูมันไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไรเลยนะ…แนวที่เห็นเป็นแนวปะการังแข็งต้นไม่ใหญ่มาก มีซากปะการังแตกกระจายเต็มไปหมด ถ้ามองในแง่ของวิวใต้น้ำแล้ว ช่างภาพคงถอยกันกรูด แต่ในความปรักหักพังนั้น ฉันได้เห็นชีวิตน้อยๆ หน้าตาแปลกๆ กำลังหากินกันอย่างขมักเขม้น ไม่ว่าจะเป็นลูกปลาชนิดต่างๆ ปลาผีเสื้อ ปลาสินสมุทรที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาในบ้านเรา ฉันยังเห็นปลาลูกดอกสีเพลิง (Fire Dartfish) ตัวหนึ่งที่ครีบกระโดงของมันแยกออกเป็นสองแง่งด้วย (ปกติเป็นเส้นเดียว) รวมทั้งทากเปลือยสีสันแปลกๆ และอื่นๆอีกหลากหลายชนิด…ยิ่งลงหลายไดฟ์ ก็ยิ่งเจอตัวแปลกๆ สีสันใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น…ขออย่างเดียว ต้องหัดสังเกตกันดีๆ ลองลงไปแล้วเจอแนวปะการังพังๆ (คาดว่ามาจากการลากอวนหรือไม่ก็ระเบิดปลา) แบบนั้นแล้วตัดสินใจเลิกดำ ก็คงไม่ได้มีโอกาสเห็นชีวิตตัวน้อยๆ แปลกตาพวกนั้นแน่ๆ

แนวปะการังที่เรือไดฟ์มาสเตอร์ลำนี้พาไปสำรวจ ยังรวมไปถึงเหล่า Atoll ต่างๆที่อยู่ทางเหนือของลายัง ลายังขึ้นไป ซึ่งมีทั้งขนาดใหญ่โตมโหฬาร หรือขนาดหย่อมๆลงมา อย่างเช่นบริเวณที่เรียกว่า Permatang Ubi (Ardarsia Reef), Dallas Reef, Terumbu Laya, Marivelles Reef, และ Erica Reef แนวปะการังเหล่านั้นยังไม่ได้รับการสำรวจในแง่ของการท่องเที่ยวดำน้ำมาก่อน ฉันเชื่อว่าเรือไดฟ์มาสเตอร์คงเป็นเรือ live-abroad ลำแรกๆเลยล่ะที่สามารถพานักดำน้ำไปบริเวณนั้นได้ เรียกว่าไปเปิดบริสุทธิ์กันเลย ไดฟ์ต่อไดฟ์ เพราะจากแผนที่ที่ฉันเห็นนั้น ต่อให้เรือพาไปอีกสิบรอบ ก็สำรวจได้ไม่หมดทุกที่หรอก ข่าวคราวการเห็นฉลามวาฬ กระเบนราหู กระเบนปีศาจฝูงใหญ่ และแนวปะการังอันสวยงามเต็มไปด้วยปะการังอ่อน และกัลปังหา รวมถึงปลาในแนวปะการังสีสันสวยงามมากมายค่อยๆทะยอยแว่วเข้ามาในหู จากนักดำน้ำที่ได้ไปกับเรือในทริปอื่นๆที่ได้ไปลงดำน้ำในบางจุดของบริเวณเหล่านั้น ฉันได้ยินแล้วหูผึ่ง อยากกลับไปอีกครั้ง หรืออีกหลายๆครั้ง เพื่อร่วมสำรวจกับเรือด้วยอีกชะมัด

ไฮไลท์อีกอันหนึ่งของทริป คงหนีไม่พ้นการดำเรือจม (Wreck Diving) ที่บริเวณเรือจมสี่ลำใกล้เกาะลาบวน เนื่องจากเกาะลาบวนเป็นเขตเมืองท่าและเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของทั้งบรูไน อังกฤษ ญี่ปุ่น ก่อนจะมาอยู่ภายใต้การปกครองของมาเลเซียในรูปของเขตสหพันธรัฐขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางมาเลเซียในปัจจุบัน เกาะลาบวนเป็นที่หลบลมของนักเดินเรือมาแต่โบราณ ดังจะเห็นได้จากชื่อของเกาะลา-บวนเอง ซึ่งมาจากคำว่า Labuhan ซึ่งเป็นภาษาบรูไน-มาเลย์ แปลว่า “ที่ทอดสมอ” การมีเรือจมอยู่ที่นี่ถึงสี่ลำ (ที่ได้รับการสำรวจเป็นแหล่งดำน้ำแล้ว) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด…

“ตูม ตูม ตูม”

พวกเราทะยอยกันโดดลงน้ำกลางทะเลเปิดอีกเช่นเคย แล้วค่อยๆดำดิ่งตามสายทุ่นที่ไดฟ์มาสเตอร์ใจดีของเรือลงไปผูกทำหมายให้ก่อนแล้ว ลงไปที่ความลึก 24 เมตร! นั่นเป็นจุดตื้นสุดของลำเรือจมที่นอนตะแคงข้างของเรือ Mabini Padre เรือลากอวนฟิลิปปินส์ขนาดใหญ่ที่จมลงเพราะไฟไหม้เรือในช่วงปี ค.ศ. 1981 จุดดำเรือจมที่นี่มีชื่อว่า Blue Water Wreck ซึ่งน่าจะมาจากความใสของน้ำที่ว่ากันว่าใสที่สุดในจำนวนจุดดำน้ำเรือจมทั้งสี่ลำ แต่ไฉนเอย วันที่ฉันได้ลงไปดำ น้ำถึงได้ขุ่น เขียวคลั่กขนาดนั้น หมดหวังที่จะลงไปให้ส่วนที่ลึกที่สุดก้นทะเล อย่างไรก็ตาม นอกจากลำเรืออันน่าพิศวงแล้ว ฉันยังชอบทุ่งปะการังอ่อนบนด้านข้างของลำเรือด้านที่ตะแคงขึ้นอีกด้วย มันดูเหมือนสวนดอกไม้ย่อมๆเลยล่ะ ฝูงปลามง ปลาหูช้าง ว่ายผ่านไปมาเหนือหัว ก้มหน้าลงอีกที ฉันมองเห็นโครงกระดูกเต่า มีกระดูกกระจัดกระจายอยู่โดยรอบที่บริเวณใกล้ๆใบพัดเรือ “อาฮ่า! มันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรละเออ!?” ดูจากประวัติแล้ว ตอนจมเรือลำนี้ไม่มีคนตาย แต่ที่แน่ๆ มีเต่าตายอยู่อ่ะ…ฉันอยู่ได้ไม่นานก็ต้องรีบขึ้นเพราะน้ำค่อนข้างลึก ตอนที่มาลอยตัวพักน้ำที่ 5 เมตร ฉันนึกอิจฉาเหล่านักดำน้ำด้านล่างที่ยังคงสำรวจเรือกันอย่างร่าเริง เพราะดำด้วยถังอากาศ Nitrox ที่ทางเรือ Dive Master I มีไว้ให้บริการจริงๆ…เอาไว้คราวหน้าเถอะ!

น้ำทะเลช่วยแก้ตัวให้ตัวเอง ก่อนที่พวกเราจะเอียนน้ำขุ่น ด้วยการให้บริการน้ำที่ใสขึ้นที่จุดดำน้ำ Cement Wreck คราวนี้ช่างภาพใต้น้ำทั้งหลายรัวแฟลชกันกระหึ่ม ก็รูปลักษณ์ของเรือที่จมลงตรงๆ มีเสาเรือเป็นรูปคานบ้าง รูปกางเขนบ้างชี้ขึ้นสู่ผิวน้ำที่สะท้อนแสงอาทิตย์เป็นวง รวมถึงสัตว์เกาะติดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแส้ทะเล กัลปังหา ปะการังอ่อน ฟองน้ำ และสัตว์ทะเลต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะปลาสิงโตเจ้าถิ่นเรือจมนั้น สร้างองค์ประกอบภาพที่เรียกว่า Picture Perfect ได้ไม่ยากเลย ฉันยังได้เห็นปลาหมึกยักษ์ซ่อนอยู่ในปล่องอะไรสักอย่างของเรือ ได้เห็นหีบสมบัติ ได้สำรวจบันได อุปกรณ์ต่างๆบนลำเรือ รวมไปถึงปลาเหยี่ยวสีเหลืองที่ไม่เคยเห็น ปลาเหยี่ยวปากยาว รวมไปถึงสัตว์ทะเลต่างๆอีกมากมายควบคู่ไปด้วย เรือลำนี้ชื่อ MV Tung Hwuang ว่ากันว่าเป็นเรือที่ขนซีเมนต์ไปใช้สร้างวังใหม่ให้สุลต่านบรูไน แต่เรือชนเข้ากับ Samarang Bank เข้าซะก่อน เอากลับไปซ่อมที่ลาบวนไม่ทันจึงจมลง แต่แหล่งข่าวอีกสายหนึ่งก็ว่ากันว่าเจ้าของเรือตั้งใจจมเรือเพื่อเอาเงินประกัน เพราะซีเมนต์ที่ขนมานั้นไม่ได้มาตรฐานตามที่สุลต่านบรูไนต้องการเลยไม่รับซื้อ! แหม อย่างนี้ต้องให้กระบวนการโบราณคดีใต้น้ำลงไปสำรวจเรือ ลักษณะการชำรุดของเรือและรายละเอียดอื่นๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่แน่นอนแล้วมั้ง…ฉันว่า…อ้อ เรือลำนี้จมลงในวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1980 น่ะ

ยัง…ยังมีอีก…ยังมีเรืออีกสองลำที่เป็นเรือที่จมในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ได้สำรวจกันอีกสองจุด จุดแรกเรียกกันว่า Australian Wreck แต่เรือที่จมเป็นเรือกลไฟขนส่งผู้โดยสารและบรรทุกของสัญชาติดัทช์ ชื่อ SS De KLERK พวกดัทช์เข้าตั้งใจจะจมเรือลำนี้อยู่แล้วเพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในกำมือของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงคราม แต่ทหารญี่ปุ่นก็เก่งเหลือหลายมากู้เอาไว้ทันอีก แล้วก็มาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Imbari Maru แต่ในที่สุดเรือก็ถูกทุ่นระเบิดจมอยู่ดีในปี ค.ศ. 1949 ส่วนอีกลำนั้นเป็นเรือกวาดทุ่นระเบิดของอเมริกาชื่อ USS Salute ซึ่งไปกวาดอีท่าไหนก็ไม่รู้ โดนระเบิดซะเอง แล้วจมลงในบริเวณอ่าวบรูไนแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1945 จุดดำน้ำนี้เขาเรียกกันทั่วๆไปว่า American Wreck ส่วนตอนดำลงไปจริงๆเจออะไรบ้างนั้น ฉันขอปล่อยให้คุณผู้อ่านลงไปสำรวจเองบ้างก็แล้วกันนะคะ ก็…แฮ่ะ แฮ่ะ…ตอนที่เรือจมน่ะ ลำแรกตายไป 339 ศพ ส่วนลำหลังนี่ 9 ศพค่ะ…ขอให้โชคดี เจออะไรแปลกๆ ใต้น้ำละกันนะคะ…

One thought on “Into the Water

  1. ไม่ได้เข้ามาดูนานพอสมควรเหมือนกัน แอบทำ space ของตัวเองกะน้องนีรไว้ด้วย แวะเข้าไปดูบ้างละกันนะจ๊ะ
    -ก้อย-

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s