KENT

This slideshow requires JavaScript.

เมื่อพิจารณาถึงเวลาที่มีอยู่กับการดูแผนที่บริเวณรอบๆมหานครลอนดอนอยู่สองสามรอบ ฉันตัดสินใจมุ่งหน้าลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวง ครั้งนี้ฉันตั้งใจไปเยี่ยมชมพื้นที่ตกสำรวจของตัวเองบริเวณไม่ใกล้ไม่ไกลกรุงลอนดอน ในเขตปริมณฑลที่มีชื่อว่าเค้นท์ (Kent) ที่วางตัวอยู่ระหว่างเมืองลอนดอนและช่องแคบอังกฤษที่จะข้ามไปยังประเทศฝรั่งเศสได้ พื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นเขตยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาแต่โบราณ เนื่องจากเป็นบริเวณพื้นที่ที่ใกล้กับตัวแผ่นดินใหญ่ของทวีปยุโรปมากที่สุดของเกาะอังกฤษ ผู้คนสมัยโบราณจะข้ามน้ำข้ามทะเลมารบกัน แย่งชิงอำนาจกันหรือจะอพยพย้ายถิ่นกันก็ผ่านกันมาทางนี้ ซึ่งในปัจจุบันทางรถไฟลอดใต้ทะเลไปยังตัวทวีปก็สร้างผ่านมาทางเค้นท์นี่แหละ

หลังจากขับรถพ้นจากลอนดอนได้ไม่นาน ฉันแวะเยี่ยมชมสถานที่แห่งหนึ่งก่อนทันที เนื่องจากสะดุดคำแนะนำในหนังสือนำเที่ยวว่า “เป็นหนึ่งในปราสาทที่โด่งดังที่สุดและมีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” เท่านั้นยังไม่พอยังมีคำกล่าวของ Lord Conway อีกด้วยว่าเป็น “ปราสาทที่น่ารักที่สุดในโลก” อย่างนี้แล้ว จะไม่ให้ฉันแวะไปยลโฉมได้อย่างไร ปราสาทลีดส์ (Leeds Castle) อยู่ไม่ไกลจนเกินไปนักหากขับรถมาตามทางหลวงสาย M20 จากลอนดอน ไม่ทันถึงหนึ่งชั่วโมงดี ก็มีแยก (ดูตามป้ายทางหลวง) ไปถึงตัวปราสาทได้ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับเมือง Maidstone เมื่อผ่านประตูเข้าไป ยังต้องวิ่งรถไปตามถนนภายในอาณาบริเวณของปราสาทอีกระยะหนึ่งกว่าจะถึงที่จอดรถ จากนั้นจะนั่งรถรับส่งของปราสาทที่มีบริการให้ไปที่ตัวปราสาท หรือจะเดินกับเดินก็แล้วแต่ความพอใจ เนื่องจากพื้นที่ของปราสาทค่อนข้างกว้าง ฉันเลือกที่จะพึ่งขาของตัวเอง เดินผ่านชมสวนอันกว้างใหญ่ของปราสาทก่อน นกเป็ดน้ำหลายหลายชนิดที่มาที่นี่เองโดยธรรมชาติและตัวแปลกๆสีสันสวยงามที่เขาเลี้ยงไว้ในบึงขนาดย่อมๆทำให้ฉันต้องหยุดแวะถ่ายรูปจนเดินไปไม่ถึงไหน รวมไปถึงเจ้าหงส์สีดำ อันเป็นสัญญลักษณ์ของปราสาทแห่งนี้ด้วย ว่ากันว่าเจ้าของคนสุดท้ายคือ Lady Baillie Olive นั้น เธอชื่นชอบนกสวยๆแปลกๆนักหนา และเธอก็เป็นคนแรกที่นำเข้าเจ้าหงส์ดำจากออสเตรเลียมาที่อังกฤษนี่ด้วย หลังจากที่เดินเลาะคูน้ำผ่านสวนและสนามหญ้าอันกว้างใหญ่ไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงปราสาทที่เด่นเป็นสง่ากึ่งๆคล้ายป้อมปราการตั้งอยู่บนเกาะสองเกาะเล็กๆกลางทะเลสาป

เมื่อได้มาอ่านรายละเอียดของปราสาท ฉันจึงรู้ว่าไม่ได้เข้าใจผิด เพราะที่นี่แต่เดิมที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1119 นั้นได้ถูกใช้เป็นป้อมปราการด้วย ต่อมาตัวอาคารได้ตกเป็นทรัพย์สินของราชินีหลายต่อหลายพระองค์ และได้เปลี่ยนมาเป็นปราสาทอย่างเต็มตัว อดีตของพื้นที่สวนรอบๆปราสาทอันกว้างใหญ่คือฟาร์มและไร่องุ่นที่ใช้เป็นแหล่งอาหารสำหรับตัวราชีนีและข้าราชบริพารต่างๆ พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ก็เคยเสด็จมาประทับที่นี่ชั่วระยะเวลาหนึ่งระหว่างทางผ่านมาทางแถบนี้ อย่างไรก็ดี ต่อมาปราสาทแห่งนี้ได้ตกเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเศรษฐีผู้ดีมีฐานะหลายต่อหลายคน จนถึงคนสุดท้ายคือ Lady Baillie ลูกครึ่งอังกฤษ-อเมริกันที่มาซื้อปราสาทนี่เมื่อปี ค.ศ. 1926 และได้ว่าจ้างสถาปนิกและนักออกแบบเนรมิตห้องหับต่างๆในปราสาทกลางชนบทเก่าแก่เกือบพันปีแห่งนี้ให้มีชีวิตชีวาและหรูหราขึ้นมาทันตาเห็น เธอใช้ปราสาทแห่งนี้เป็นที่จัดงานปาร์ตี้เชิญแขกเหรื่อที่มีชื่อเสียง ทั้งเจ้าชาย ดารานักแสดงและนักการเมืองต่างๆมาสังสรรค์ที่นี่อยู่เสมอ สุดท้ายเมื่อเธอเสียชีวิตลง ในปี ค.ศ. 1974 เธอได้ยกสถานที่แห่งนี้ให้อยู่ในความดูแลของมูลนิธิปราสาทลีดส์ ซึ่งได้บูรณะ อนุรักษ์และดูแลรักษาตัวปราสาทและเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมมาจนถึงปัจจุบัน

ฉันเดินข้ามสะพานหินแบบโบราณเข้าไปในผ่านป้อมประตูเก่าแก่กว่า 700 ปีเข้าไปบริเวณภายใน ซึ่งมีทางเดินบังคับให้เดินอ้อมตัวอาคารหลักไปทางด้านข้างเข้าไป ทางห้องใต้ดินที่ใช้เป็นเสมือนตู้เย็นในสมัยก่อน ผ่านถังบ่มไวน์ขนาดใหญ่ตั้งเรียงราย ก่อนที่จะขึ้นไปที่ตัวตึก ห้องหับต่างๆถูกจัดแต่งแบบไม่ซ้ำกัน นอกจากข้าวของเครื่องใช้ดั้งเดิมแล้ว ทางปราสาทได้จัดแสดงห้องต่างๆให้จินตนาการถึงเจ้าของเดิมที่เคยครอบครองปราสาท ตั้งแต่ห้องนอนและห้องน้ำของราชินีในยุคกลาง ห้องจัดงานเลี้ยงพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 และภาพวาดของตระกูลต่างๆที่เคยครอบครองที่นี่ รวมไปถึงประดับตกแต่งห้องให้ได้บรรยากาศตามเทศกาลต่างๆในปัจจุบันอีกด้วย ห้องนอนที่มีทั้งหมด 24 ห้องจัดแสดงเครื่องเรือนอันหาดูได้ยากของเลดี้แบล์ลี่ บางห้องฉันสังเกตเห็นว่ามีป้ายบอกด้วยว่าชาร์ลี แชปปลิ้น เคยมาพักที่นี่ เป็นต้น ที่สำคัญคือห้องประชุมของปราสาทแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่เจรจาระหว่างชาติอย่างเป็นทางการที่สำคัญๆ หลายครั้ง นอกจากนี้ยังมีห้องนั่งเล่น ห้องวาดภาพ ห้องสมุด ห้องกินข้าว ฯลฯ อีกหลายสิบห้อง ในปัจจุบันคนทั่วไปสามารถเช่าปราสาทเพื่อใช้ประชุม หรือจัดงานเลี้ยงต่างๆได้อีกด้วย

หลังจากเดินดูภายในจนเต็มอิ่ม ก็ถึงเวลามาสนุกสนานกับสวนนกที่จัดแสดงนกแปลกๆ สีสันสวยสดงดงามจากที่ต่างๆทั่วโลก (สืบสานมาจากงานอดิเรกของคุณเลดี้แบล์ลี่) รวมถึงต้นไม้ที่ทำเป็นเขาวงกต เมื่อหาทางไปถึงเนินตรงกลางได้ จะออกก็ต้องลอดผ่านถ้ำที่มีรูปปั้นยักษ์ Typhoeus ซึ่งตามตำนานว่าถูกพระเจ้าซีอุสลงโทษให้แบกภูเขาไฟ โทษฐานพยายามทำตัวเหนือเทพเจ้า ทางเดินมืดๆ มีรูปสลัก และตกแต่งไฟเป็นเหมือนลาวาไหลออกจากปากยักษ์เอาไว้หลอกเด็กๆได้ไม่เลวทีเดียว

หลังจากใช้เวลาค่อนวันกับความกว้างใหญ่ของปราสาทลีดส์ ฉันขับรถต่อไปตามทางหลวง M20 เส้นเดิม มุ่งไปทางทิศใต้ และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้น A28 เพื่อไปแวะพักและเยี่ยมชมโบสถ์วิหารที่มีความสำคัญระดับประเทศ ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกอย่าง แคนเทอร์เบอรี่ (Canterbury) เมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนยุคถึงสมัยการตั้งถิ่นฐานของชาวโรมันตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 1 ต่อมาอีกสี่ร้อยกว่าปีก็กลายเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิแซกซอนแห่งเค้นท์ ชื่อเมือง Canterbury เอง ว่ากันว่ามาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า “Cantwaraburh” ซึ่งหมายถึง “ที่มั่นของพลเมืองเค้นท์” ในปี ค.ศ. 597 แคนเทอร์เบอรี่ก็เริ่มมีความสำคัญใน เชิงคริสตศาสนา เมื่อเซ้นท์ออกุสทีน (St. Augustine) เข้ามาวางรากฐานความเป็นคริสเตียนในเกาะอังกฤษ ออกุสทีนเลือกโบสถ์ที่แคนเทอร์เบอรี่เป็นศูนย์กลางของนิกาย และได้รับสถาปนาเป็นอาร์คบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่คนแรก

เมื่อมาถึงเมือง ฉันพยายามขับรถซอกซอนไปตามถนนโบราณอันคับแคบของตัวเมือง มี GPS ที่ติดอยู่ที่ตัวรถเป็นเครื่องนำทาง จนมาถึงหน้า B&B กลางใจเมืองที่ฉันติดต่อขอเข้าพัก เจ้าของแจ้งฉันว่า จะต้องไปจอดรถในสถานที่จอดรถซึ่งห่างไปอีกหน่อย ซึ่งมาเอาคูปองลดราคา จากที่นี่ได้ ฉันซอกซอนหาที่จอดรถอีกครั้ง ก่อนเดินกลับมาที่ตึกเก่าแก่กว่า 400 ปีที่ถูกนำมา ประยุกต์เป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพัก บันไดวนแคบๆแบบสี่เหลี่ยมที่มองด้านบนลงมาเห็นด้านล่าง กับพื้นไม้ที่เอนโยเยไปมาทำให้ฉันรู้สึกถึงความเก่าขลังของตัวตึกได้เป็นอย่างดี เจ้าของที่พักผู้ใจดีบอกทางและแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองที่เดินสำรวจได้ โดยไม่ต้องพึ่งพารถ หลังจากวางข้าวของเรียบร้อย ฉันเดินออกจากที่พักอีกครั้ง ตั้งใจจะเดินเล่นบนถนนช็อปปิ้งสายหลักของเมือง แต่แสงอาทิตย์อัสดงที่ส่องกระทบตัววิหารแคนเทอร์เบอรี่ (Canterbury Cathedral) ที่ฉันมองเห็นยอดได้จากถนนตรงหน้าที่พัก ก็ทำให้ฉันเปลี่ยนเป้าหมายเดินไปที่วิหารอันโด่งดังแห่งนี้ก่อน ทั้งๆที่ตอนแรกกะว่าจะไปเยี่ยมชมในวันรุ่งขึ้น

แล้วก็ไม่ผิดหวัง ตัววิหารที่สร้างจากหินสีอ่อนตั้งตระหง่านสะท้อนแสงอ่อนๆยามเย็นเป็นสีส้มทองอร่าม หลังจากนั้นไม่นานเมื่อฟ้ามืด แสงไฟจากสปอตไลท์ที่ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆก็ส่องเน้นสถาปัตยกรรมเก่าแก่หลายร้อยปีแห่งนี้ให้ดูยิ่งใหญ่ขลึมขลังเพิ่มขึ้นไปอีก หลังจากเดินวนถ่ายรูปอยู่จนฟ้ามืดสนิท ฉันแอบดอดเข้าไปในตัววิหาร ซึ่งกำลังใช้ประกอบพิธีทางศาสนาอยู่ บทเพลงอันศักดิ์สิทธิ์ภายใน กับความตระการตาในแสงสลัวๆทำเอาฉันขนลุกซู่ ก่อนที่จะทำใจสงบนิ่งไปกับบทสวดและศรัทธาของคริสตศาสนิกชนที่ประกอบพีธีอยู่ด้านใน

ฉันกลับมาเยี่ยมเยียนวิหารแห่งนี้ใหม่อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น คราวนี้ต้องเสียเงินค่าเข้าชมตามธรรมเนียม (เมื่อคืนไม่ได้เสียเพราะปิดไม่ให้เข้าชมภายในแล้ว) โดยผ่านประตูทางเข้าศาสนสถานที่มีรูปแกะสลักต่างๆกับประตูไม้แผ่นหนา แม้ว่าจะได้รับการบูรณะใหม่เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน แต่ประตูหนาหนักนั้นก็มีอายุยืนยาวเกือบสี่ร้อยปีเลยทีเดียว แน่นอนว่าตัววิหารอันยิ่งใหญ่และลวดลายสลักอันสวยงามภายนอกยามฟ้าแจ้งนั้น บอกความศักดิ์สิทธิ์และศรัทธาของคนอังกฤษได้ เป็นอย่างดี แม้ว่าตัวอาคารดังเดิมที่สร้างขึ้นมาเมื่อเกือบพันปีก่อนนั้นจะถูกไฟไหม้เผาผลาญทำลายไปอย่างน้อยสองครั้งแล้วก็ตาม แต่ศรัทธาก็ทำให้วิหารนี้ยังคงอยู่ได้ และยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม โครงสร้างที่เห็นในปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นศิลปะแบบกอธิครุ่นแรกๆในอังกฤษเลยทีเดียว รู้จักกันในนามศิลปะแบบ Early English วิหารแห่งนี้ยังเป็นวิหารหลักของศาสนาคริสต์นิกาย Church of England และเป็นผู้นำนิกาย Anglican ที่อยู่ทั่วโลกอีกด้วย

แน่นอนว่าภายในวิหารย่อมโอ่โถงตระการตาอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นตัวสถาปัตยกรรมเอง แท่นบูชา กระจกสี และรูปแกะสลักต่างๆ รวมถึงรูปสลักบนโลงศพของอัศวินและนักบุญต่างๆที่ประดับตกแต่งอยู่จนยากที่จะอธิบายได้หมด แต่ที่ฉันไม่อยากจะเว้นที่จะไม่กล่าวถึงคือบริเวณแท่นหินที่เป็นจุดที่บุคคลสำคัญที่ทำให้วิหารแห่งนี้เป็นที่จาริกแสวงบุญของคริสตศาสนิกชนจากทั่วโลก เป็นที่ที่ Thomas Becket บาทหลวงคนสำคัญที่มีอำนาจและเป็นที่นับถือจากคนทั่วไปในสมัยนั้น ถูกปลิดชีพจากน้ำมือของทหาร รับใช้ของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 1170 อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางด้านเอกสิทธิและการปกครองทางศาสนาในขณะนั้น การตายของเขานำมาซึ่งการแสวงบุญจากผู้นับถือ เนื่องจาก Thomas Becket เป็นทั้งนักบุญและผู้ที่ยอมสละชีพตัวเองเพื่อดำรงไว้ซึ่งศาสนา การหลั่งใหลของนักแสวงบุญนี้ ยังให้กำเนิดวรรณกรรมคลาสสิคอันยิ่งใหญ่ของ Greffery Chauser นั่นคือ Canterbury Tales (เรื่องเล่าจากนักแสวงบุญที่เดินทางมาที่แคนเทอร์เบอรี่) อีกด้วย

ส่วนที่ฉันชอบมากคือบริเวณห้องใต้ดินของโบสถ์ (Crypt) ซึ่งเป็นที่เก็บศพนักบุญคน สำคัญ โครงสร้างดั้งเดิมที่ไม่ถูกทำลายจากไฟไหม้ยังคงมีให้เห็นที่ใต้ดินนี้ บริเวณห้องบูชาเล็กๆ(Chapel) ภายในที่บรรจุศพของนักบุญต่างๆได้รับการตกแต่งและสร้างสรรค์ขึ้นอย่างปราณีตและงดงามเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีแสงเพียงแค่สลัวๆ เพื่อคงไว้ซึ่งความสงบและความเคารพนับถือแก่ผู้วายชนม์ก็ตาม

หลังจากออกจากวิหาร ฉันได้มีโอกาสเดินเล่นบนถนนช็อปปิ้งสายหลักใจกลางเมือง ซึ่งมีทุกอย่างให้เลือกซื้อหาไม่ว่าจะเป็นห้างขายของแบรนด์เนม ร้านค้าของที่ระลึก หรือของที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขนมนมเนยต่างๆ แถมยังมีร้านค้าแผงลอยเล็กๆตั้งเรียงกันเป็นแถวบนถนนคนเดินที่ขายของจิปาถะหลายหลายสไตล์ สมแล้วที่ว่ากันว่าแคนเทอร์เบอรี่เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ถ้าเดินไปตามถนนเรื่อยๆก็จะพบกับกำแพงเมืองโบราณที่สร้างมาตั้งแต่สมัยโรมัน ที่สุดถนนอีกด้านหนึ่งจะมีประตูเมืองเก่าแก่ที่เคยใช้เป็นคุกมาก่อน ซึ่งปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ฉันขึ้นไปถึงบนยอดหอคอยประตูเพื่อชมวิวตัวเมืองแคนเทอร์เบอรี่อันเก่าแก่ ก่อนออกเดินไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆอื่นๆภายในเมืองต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s