Maroc: The Sahara

ก่อนหน้าที่จะมาที่โมร็อคโค ประเทศขนาดไม่ใหญ่ไม่โตทางตะวันตกของแอฟริกาเหนือติดมหาสมุทรแอตแลนติคแห่งนี้ หลายต่อหลายคนบอกฉันว่า นอกจากตลาดพื้นเมืองและซากโบราณสถานต่างๆแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการขี่อูฐท่องทะเลทรายซาฮาร่า แม้ว่าจะเป็นเพียงการเยี่ยมเยือนเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของทะเลทรายที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ก็ตาม แต่ประสบการณ์บนหลังอูฐและเนินทรายอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ก็เรียกได้ว่าเป็น “ครั้งหนึ่งในชีวิต” ที่ยากที่จะลืมเลือนได้ ฉันมาถึงเมืองเออร์ฟูด (Erfoud) เอาตอนเย็นย่ำ หลังจากนั่งรถปุเลงๆ ผ่านเทือกเขาแอตลาสมาจากเมืองเฟส (Fez) อันลือชื่อ เป็นเวลากว่าแปดชั่วโมง ครอบคลุมระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตร แม้ว่าเทือกเขาตามเส้นทางที่ผ่านมาจะมีทิวทัศน์ที่แปลกตาน่ารื่นรมย์มิใช่น้อย แต่บ้างส่วนก็ดูแห้งแล้งเหลือเกินในความรู้สึกของคนที่มาจากดินแดนเขตร้อนชื้นอันชุ่มฉ่ำของเมืองไทย ต้นอินทผลัม หนึ่งในพืชที่พบได้มากที่สุดในประเทศนี้ มีให้เห็นเป็นระยะๆ สลับกับทุ่งหญ้าแห้งๆและฝูงแพะฝูงแกะของชาวบ้าน เออร์ฟูด เหมือนเป็นเมืองโอเอซิสขนาดย่อมๆ ที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายอย่างไรอย่างนั้น เมื่อรถวิ่งลัดเลาะลงจากเทือกเขา ผ่านเข้ามายังบริเวณที่เป็นพื้นที่ราบที่มีแนวต้นอินทผลัมขึ้นเป็นแนวขนาบถนนที่ผ่านเข้าเมือง รถเลี้ยวเข้าจอดข้างหน้าโรงแรมคาสบา ซาลูก้า ซึ่งดูภายนอกเหมือนเป็นป้อมที่ก่อสร้างจากดินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางพื้นที่อันแห้งแล้ง จริงๆแล้ว คำว่าคาสบา (Kasbah) เป็นชื่อของเมืองป้อมปราการสมัยก่อนของผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณที่แห้งแล้งแถบนี้ ภายในกำแพงดินของคาสบาโบราณจะมีบ้านเรือน โรงเรียน ที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและป้อมปราการที่ทำการของเจ้าผู้ครองคาสบา เปรียบเสมือนเป็นชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีแทบทุกอย่างพร้อมสรรพอยู่ในตัว แต่ในยุคที่การท่องเที่ยวเฟื่องฟูแบบนี้ คาสบาถูกนำมาใช้เป็นชื่อเรียกโรงแรมขนาดใหญ่ที่สร้างจากดินและฟางตามลักษณะการก่อสร้างคาสบาดั้งเดิม โดยด้านในมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน เมื่อฉันเดินผ่านประตูดินฝ่าความร้อนเข้าไปด้านใน ก็ต้องตะลึงกับการตกแต่งของโรงแรมที่มีแผ่นหินอ่อนมีซากฟอสซิลสวยงามขนาดใหญ่ตกแต่งอยู่เต็มล็อบบี้ เมื่อเดินลึกเข้าไปก็พบกับสระว่ายน้ำ และการตกแต่งที่นำเอาของพื้นเมืองต่างๆมาประดับประดาเต็มบริเวณลานกลางโรงแรม ห้องพักแทรกตัวอยู่ตามตึกดินสูง 2-3 ชั้น… Read More Maroc: The Sahara

Rajasthan: Rich Heritage and Colourful Culture

เมื่อพูดถึงอินเดียหลายๆคนอาจเข็ดขยาดจากการได้ยินได้ฟังมาถึงความสกปรก ไร้ระเบียบ แออัด ยัดเยียด มีแต่คนคิดจะหลอกนักท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งคงไม่น่าแปลกอะไรกับประเทศที่มีประชากรมากล้นเป็นอันดับสองของโลก และร่ำๆจะแซงหน้าขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ในไม่ช้าไม่นาน แต่ถึงกระนั้นอินเดียก็มีอะไรหลายๆอย่างเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจให้ชวนหลงใหลสำหรับหลายๆคนที่ได้ไปเยือนแดนภารตะแห่งนี้มาแล้ว ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบธรรมชาติ ป่าเขา หิมะ ทะเลทราย หรือชื่นชมเมืองเก่าอุดมไปด้วยวัฒนธรรมอันหลากหลาย เนื่องเพราะอินเดียมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีภูมิประเทศที่หลากหลาย และที่สำคัญเป็นหนึ่งในดินแดนที่ก่อเกิดอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ส่งอิทธิพลต่อนานาประเทศมาเป็นเวลาช้านาน ยิ่งได้ออกนอกเมืองใหญ่ๆอย่างเดลฮี ไปเที่ยวในต่างถิ่นห่างไกลบ้าง คุณจะพบว่าชาวอินเดียมีน้ำใจให้อย่างเหลือเฟือและอาจจะลบภาพเดิมๆที่เคยอยู่ในความคิดจากการที่ได้ยินได้ฟังมาก็เป็นได้ ฉันพาตัวเองมายืนอยู่ในรัฐทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียที่มีชื่อว่า Rajasthan รัฐราชสถาน-ดินแดนแห่งราชา แค่ชื่อของรัฐก็บ่งบอกได้อย่างเพียงพอแล้วว่า ดินแดนนี้จะรุ่มรวยอารยธรรมเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งป้อมปราการและราชวังของมหาราชาต่างๆที่ต่างคนต่างพากันมาสร้างสรรปั้นแต่งไว้ในดินแดนแถบนี้เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ บริเวณแถบนี้แต่เดิมเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของเผ่าพันธุ์นักสู้แห่งราชปุต (Rajput) มาช้านาน โดยชาวพื้นเมืองเรียกดินแดนแถบนี้ว่า Mewar (ดินแดนแห่งความตาย) แม้ว่าจะถูกชนเผ่ามุสลิมราชวงศ์โมกุลเข้ามามีบทบาทสำคัญบ้าง แต่กระแสราชวงศ์ราชปุตก็ยังคงฝั่งรากเหนียวแน่นอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ฉันขอละที่จะไม่กล่าวถึงเมือง Jaipur (ชัยปุระ) อาจออกเสียงว่าไจปูร์ อันเป็นเมืองหลวงของ ราชสถานและเป็นหนึ่งในสามของเส้นทางเมืองท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำของอินเดีย (เดลฮี-ชัยปุระ-อัครา)ในครั้งนี้ เนื่องจากต้องการพาคุณไปสัมผัสเมืองอันแสนโรแมนติคจนติดอันดับโลกอย่าง Udaipur (อุทัยปุระหรืออุไดปูร์) และเมืองสีฟ้าของ Jodhpur (โยธปุระหรือจ๊อดปูร์) เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายมากๆของเมืองหลวงทั้งหลาย มาสู่เมืองไม่เล็กไม่ใหญ่แต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปของทั้งสองเมืองนี้ ทะเลสาป Pichola แห่งอุทัยปุระกลางใจเมืองที่เกิดจากการสร้างเขื่อนในสมัยก่อน และปราสาททั้งริมน้ำและกลางน้ำของที่นี่ เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองโรแมนติคที่สุดของรัฐราชสถาน หากอยู่ในมุมมองและช่วงเวลาที่เหมาะสม… Read More Rajasthan: Rich Heritage and Colourful Culture

The Volcanic Islands of Santoríni

หลังจากตระเวนเที่ยวประเทศกรีซมาสองอาทิตย์กว่าๆ ฉันให้รางวัลกับตัวเองสำหรับสองสามวันสุดท้ายในการเดินทาง ด้วยน้ำทะเลสีสวยๆ ท้องฟ้าใสๆ พร้อมเมืองสีขาวน่ารักๆที่หมู่เกาะภูเขาไฟเล็กๆ ในกลุ่มหมู่เกาะขนาดใหญ่ไซคลาเดส (Cyclades) นอกชายฝั่งกรีซ ในทะเลเอเจียน อันเป็นสถานตากอากาศอันลือชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวยุโรป “ซานโตรีนี่ (Santoríni)” ยังไม่ทันที่เรือไฮโดรฟอยล์ลำที่ฉันโดยสารมาจากท่าเรือพิเรอัส (Piraeus) ทางตอนใต้ของกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซ จะเข้าเทียบท่า ความสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจของซานโตรีนี่ก็เผยโฉมให้เห็น เมื่อเรือเริ่มเข้าใกล้วงล้อมเสี้ยวพระจันทร์ของเกาะธีร่า (Thíra) เกาะขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะซานโตรีนี่ และเป็นเกาะหลักที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนสีขาวทรงสี่เหลี่ยมปลูกเรียงเป็นแถวอยู่บนยอดหน้าผาสีน้ำตาลแดง ที่ตัดดิ่งลงสู่ห้วงน้ำสีฟ้าสด เมื่อดูผ่านๆแล้วเกาะแห่งนี้จึงเหมือนเป็นภูเขาที่มียอดปกคลุมด้วยหิมะ เรือค่อยๆเข้าเทียบท่า ตรงท่าเรือที่เป็นเพียงที่ราบชายฝั่งเล็กๆ ริมหน้าผาสูงชัน ผู้คนมากหน้าหลายตาขึ้นลงเรือที่เข้าเทียบท่ากันวุ่นวาย อาจเพราะช่วงเวลาที่ฉันมาเยือนนี้เป็นช่วงหน้าร้อนอันเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของหมู่เกาะบริเวณนี้ก็เป็นได้ ถนนจากท่าเรือตัดซิกแซกขึ้นหน้าผาไปสู่ที่ราบด้านบน ฉันบอกแท็กซี่ให้ไปส่งที่เมืองเล็กๆ ทางฝั่งตะวันออกของเกาะที่เมืองคามารี (Kamári) ไม่ไกลจากชายหาดสีดำ ที่เกิดจากเศษทรายและหินสีดำจากภูเขาไฟระเบิดนั่นเอง คามารี เป็นหนึ่งในเมืองริมหาดไม่กี่แห่งทางฝั่งทะวันออกและทางใต้ของเกาะ เนื่องจากทางฝั่งตะวันตกและทางเหนือเป็นหน้าผาสูงชัน การเดินเล่นริมหาดในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวแบบนี้ ให้บรรยากาศไม่ต่างจากเมืองตากอากาศริมทะเลทั้งหลายแหล่บนโลก ร้านค้า ภัตตาคารและรีสอร์ทริมทะเล (ที่มีสระว่ายน้ำเล็กๆด้วยทุกแห่ง) เรียงรายตั้งแต่ต้นหาดยันปลายหาด ถนนเล็กๆขึ้นกลางสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ออกจากชายหาด เต็มไปด้วยผู้คนในชุดนุ่งน้อยห่มน้อย ปรารถนาให้แสงแดดอันร้อนแรงอาบผิวพรรณให้สุกงอม (แน่นอนว่าไม่ใช่ฉันแน่) อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะหาได้จากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลชั้นดี ไวน์รสเลิศ รถเช่า ร้านดำน้ำ… Read More The Volcanic Islands of Santoríni

Kyoto, my Favorite Town

เมืองเกียวโต เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงก้องโลก นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกรวมทั้งคนญี่ปุ่นเองต่างก็แวะเวียนมาที่เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นแห่งนี้ เมืองมรดกโลก เมืองที่คุณจะมีโอกาสได้สัมผัสวัฒนธรรมและประเพณีเก่าแก่ดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่แตกต่างจากความเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีอันทันสมัยที่คุณได้สัมผัสในกรุงโตเกียว ชื่อของวัดเงิน (กินคะคุจิ) วัดทอง (คินคะคุจิ) หรือวัดคิโยะมิซึเตระ หรือคนไทยเรียกวัดน้ำใสคงเป็นที่คุ้นหูคุ้นตากันดี เพราะมักจะปรากฏอยู่ในโปรแกรมทัวร์ประเทศญี่ปุ่นเสมอ หากมีรายการที่ต้องผ่านมาที่เมืองเกียวโตแห่งนี้ แต่สถานที่เหล่านั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวส่วนน้อยของเกียวโตเท่านั้น เอาเฉพาะในแง่ของสิ่งปลูกสร้าง เกียวโตมีวัด (ศาสนาพุทธ) และศาลเจ้า (ศาสนาชินโต) มากกว่า 2,000 แห่ง สวนญี่ปุ่นสวยๆอีกนับร้อย ย่านวัฒนธรรมเก่าแก่อย่าง “กิออน” (Gion) ที่หากคุณโชคดีอาจมีโอกาสได้ชายตามองสาวไมโกะ สาวน้อยหน้าขาวใส่ชุดกิโมโน ลากเกี๊ยะ เดินผ่านมาให้เห็น ก่อนที่พวกเธอจะขึ้นแท่นเป็นเกอิชาผู้มากความสามารถในเรื่องศิลปะวัฒนธรรมของญี่ปุ่น และเกียวโตยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังและพระตำหนักของจักรพรรดิถึง 3 แห่ง ที่หลายๆคนอาจเคยได้ยิน แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ไปสัมผัส เกียวโตเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยเฮอัน คือประมาณ ค.ศ. 794 จนกระทั่งถึงประมาณ ค.ศ.1868 ซึ่งญี่ปุ่นได้ย้ายเมืองหลวงมาที่เอโดะ หรือโตเกียวปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงพันกว่าปีที่เกียวโตเป็นเมืองหลวงนั้น ในบางช่วงเวลาก็เป็นแต่เพียงในนามเท่านั้น เพราะศูนย์กลางการปกครองที่แท้จริงจะย้ายไปตามโชกุนที่ขึ้นมามีอำนาจในช่วงสมัยนั้นๆ แต่ที่ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงอยู่เพราะจักรพรรดิยังคงพำนักอยู่ที่เกียวโตตลอดหนึ่งพันกว่าปี แม้ว่าจะไม่มีอำนาจในการปกครองประเทศก็ตาม อย่างไรก็ดีศิลปะวิทยาการต่างๆที่เป็นแบบญี่ปุ่น ก็บ่มเพาะและเจริญรุ่งเรืองขึ้น ในพื้นราบที่ล้อมรอบด้วยหุบเขาแห่งนี้ การเยี่ยมชมพระราชวังในเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเช่นนี้… Read More Kyoto, my Favorite Town

Dharamsala ลาซาน้อยในดินแดนต่างวัฒนธรรมของอินเดีย

“เริ่มจากการนั่งรถอันยาวนานทรหด ตั้งแต่จากร่วมๆเที่ยงคืน หลังจากที่ออกจากสนามบินที่นิวเดลี โดยการขึ้นรถรับจ้างเถื่อน ขณะฝนตก รถไม่มีแอร์ แถมยังเหม็นกลิ่นน้ำมันอีกต่างหาก ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่รถมาเสีย แบตเตอรี่หมด เข็นกันอยู่หลายรอบ จนในที่สุดพวกเราจึงตัดสินใจเปลี่ยนรถ มาเป็นอีกยี่ห้อหนึ่งชื่อ Ambassador ที่ผลิตในอินเดียเอง บนถนนรถแข่งกันขับเป็นว่าเล่น บีบแตรกันสนั่นหวั่นไหว… นั่งรถกินเวลาทั้งหมด 12-14 ชั่วโมงได้ เพราะมาถึงดารัมศาลา (Dharamsala) เอาเมื่อตอนบ่ายสองบ่ายสามของอีกวันหนึ่ง…ยาวนานมาก ระหว่างทางหลับๆตื่นๆมาตลอด ผ่านชนบทที่ไม่คิดว่าจะได้มาพบเห็นอีก ตลอดระยะทางเกือบๆ 500 กิโลเมตร รถบรรทุกมีให้เห็นตลอดทาง ด้านหลังทุกคันเขียนว่า Horn Please หรือไม่ก็ Blow Horn มิน่าถึงได้ใช้แตรกันแบบไม่บันยะบันยังแบบนั้น ผ่านกลางคืนมาได้ ก็เริ่มมองเห็นสองข้างทางเป็นทุ่งนา ทุ่งทานตะวัน ทุ่งดอกมัสตาร์ด แหล่งชุมชน วัว ควาย ม้า ล่อ แพะ มีให้เห็นตลอดทาง จะว่าไปก็สวยงามดีอยู่หรอก แต่ใจก็ต้องมานั่งตุ้มๆต่อมๆกับการเริ่มหลับในเป็นพักๆของโชเฟอร์ เฮ้อ…ถนนหนทางแม้จะไม่ใช่ทางอย่างดี แต่ก็ดูร่มรื่น แปลกหูแปลกตา น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง…จนเส้นทางเริ่มไต่เข้าเข้าสู่ดารัมศาลานี่แหละ ที่เริ่มมองเห็นเทือกเขาส่วนหนึ่งของหิมาลัยที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี และเข้าสู่เมืองเล็กๆบนขุนเขา ผ่านลำธารน้ำสีเขียวเพราะเป็นน้ำที่ละลายมาจากหิมะ… Read More Dharamsala ลาซาน้อยในดินแดนต่างวัฒนธรรมของอินเดีย

KENT

เมื่อพิจารณาถึงเวลาที่มีอยู่กับการดูแผนที่บริเวณรอบๆมหานครลอนดอนอยู่สองสามรอบ ฉันตัดสินใจมุ่งหน้าลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวง ครั้งนี้ฉันตั้งใจไปเยี่ยมชมพื้นที่ตกสำรวจของตัวเองบริเวณไม่ใกล้ไม่ไกลกรุงลอนดอน ในเขตปริมณฑลที่มีชื่อว่าเค้นท์ (Kent) ที่วางตัวอยู่ระหว่างเมืองลอนดอนและช่องแคบอังกฤษที่จะข้ามไปยังประเทศฝรั่งเศสได้ พื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นเขตยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาแต่โบราณ เนื่องจากเป็นบริเวณพื้นที่ที่ใกล้กับตัวแผ่นดินใหญ่ของทวีปยุโรปมากที่สุดของเกาะอังกฤษ ผู้คนสมัยโบราณจะข้ามน้ำข้ามทะเลมารบกัน แย่งชิงอำนาจกันหรือจะอพยพย้ายถิ่นกันก็ผ่านกันมาทางนี้ ซึ่งในปัจจุบันทางรถไฟลอดใต้ทะเลไปยังตัวทวีปก็สร้างผ่านมาทางเค้นท์นี่แหละ หลังจากขับรถพ้นจากลอนดอนได้ไม่นาน ฉันแวะเยี่ยมชมสถานที่แห่งหนึ่งก่อนทันที เนื่องจากสะดุดคำแนะนำในหนังสือนำเที่ยวว่า “เป็นหนึ่งในปราสาทที่โด่งดังที่สุดและมีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” เท่านั้นยังไม่พอยังมีคำกล่าวของ Lord Conway อีกด้วยว่าเป็น “ปราสาทที่น่ารักที่สุดในโลก” อย่างนี้แล้ว จะไม่ให้ฉันแวะไปยลโฉมได้อย่างไร ปราสาทลีดส์ (Leeds Castle) อยู่ไม่ไกลจนเกินไปนักหากขับรถมาตามทางหลวงสาย M20 จากลอนดอน ไม่ทันถึงหนึ่งชั่วโมงดี ก็มีแยก (ดูตามป้ายทางหลวง) ไปถึงตัวปราสาทได้ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับเมือง Maidstone เมื่อผ่านประตูเข้าไป ยังต้องวิ่งรถไปตามถนนภายในอาณาบริเวณของปราสาทอีกระยะหนึ่งกว่าจะถึงที่จอดรถ จากนั้นจะนั่งรถรับส่งของปราสาทที่มีบริการให้ไปที่ตัวปราสาท หรือจะเดินกับเดินก็แล้วแต่ความพอใจ เนื่องจากพื้นที่ของปราสาทค่อนข้างกว้าง ฉันเลือกที่จะพึ่งขาของตัวเอง เดินผ่านชมสวนอันกว้างใหญ่ของปราสาทก่อน นกเป็ดน้ำหลายหลายชนิดที่มาที่นี่เองโดยธรรมชาติและตัวแปลกๆสีสันสวยงามที่เขาเลี้ยงไว้ในบึงขนาดย่อมๆทำให้ฉันต้องหยุดแวะถ่ายรูปจนเดินไปไม่ถึงไหน รวมไปถึงเจ้าหงส์สีดำ อันเป็นสัญญลักษณ์ของปราสาทแห่งนี้ด้วย ว่ากันว่าเจ้าของคนสุดท้ายคือ Lady Baillie Olive นั้น เธอชื่นชอบนกสวยๆแปลกๆนักหนา และเธอก็เป็นคนแรกที่นำเข้าเจ้าหงส์ดำจากออสเตรเลียมาที่อังกฤษนี่ด้วย หลังจากที่เดินเลาะคูน้ำผ่านสวนและสนามหญ้าอันกว้างใหญ่ไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงปราสาทที่เด่นเป็นสง่ากึ่งๆคล้ายป้อมปราการตั้งอยู่บนเกาะสองเกาะเล็กๆกลางทะเลสาป เมื่อได้มาอ่านรายละเอียดของปราสาท ฉันจึงรู้ว่าไม่ได้เข้าใจผิด… Read More KENT

Indian Hot Cities

อากาศเริ่มเย็นๆแบบนี้ เอาเรื่องร้อนๆมาฝากดีกว่า (เป็นการค่อยๆย้ายข้อความสั้นๆที่เขียนไว้ มาจาก Hi5 เพราะไม่ค่อยได้เข้าไปในนั้นแล้วอ่ะ)… จับพลัดจับผลู ได้ไปเที่ยวเมืองปราสาท ราชวัง และป้อมปราการของอินเดียมาหลายเมืองในช่วงที่ผ่านมา…ไม่ได้ตั้งใจไปเอง ตั้งแต่ต้น เพราะรู้ว่าอากาศยามนี้มันร้อนเหลือ…แต่ในเมื่อโอกาสมาถึง ชีพจรที่เท้ามันก็เร่งจังหวะให้ออกเดินทางอีกครั้ง ไปเดินไปชม ไปสัมผัสมาก็หลายที่อยู่ แต่ก่อนที่จะเดินถึงป้อมปราการหรือราชวังต่างๆนั้น แน่นอนว่าต้องเดินผ่านย่านสามัญชนก่อน…ตลาด อากาศก็ร้อนเหลือ แดดก็เผาผิวจนต้องสวมแขนยาว ถ้าจะเข้าท่ากว่า…เอาผ้าเบาบางเข้าไว้ ไม่ร้อนผิว ไม่แสบไหม้ หลบเข้าร่มหน่อยก็เย็นสบาย นึกถึงเครื่องนุ่มห่มของชาวอินเดียก็ดูคิดว่าช่างเข้าท่าดี มีผ้าให้คลุมผม คลุมหน้า คลุมตัวคลายร้อนได้ คลายหนาวก็ดี… อากาศร้อนแต่ใจคนที่นี่ไม่รุ่มร้อน แม้รถราจะควั่กไคว่ บีบแตร เบียดเฉียดฉิวกัน ทั้งรถทั้งจักรยานยนต์ ทั้งรถลาก ทั้งจักรยาน ทั้งวัว ทั้งคน ทั้งแพะ ทั้งลา และอื่นๆอีกมากมายที่ประกอบเป็นสีสันอันมีชีวิตชีวาของเมืองในอินเดีย แต่กลับไม่ค่อยเจอคนอารมณ์ร้อนเท่าไรนัก ฉันพบสาวชาวบ้านคนนี้ นั่งเล่นอยู่บนพื้นกับเด็กๆและสาวๆคนอื่นข้างทาง…อากาศร้อน ใจไม่ร้อน เธอยิ้มแย้มฟังการสนทนา พร้อมกับจิบชานม (ไช) ร้อนๆแก้วใหญ่… ฉันเหลือบหันไปกดชัตเตอร์หนึ่งครั้ง ก่อนเดินฝ่าความร้อนไปชมพระราชวังต่อด้วยใจที่ยิ้ม…เย็น  

The Largest Living Thing on Earth

เขามีอายุประมาณ 2,200 ปี และก็ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แม้เขาไม่ได้สูงที่สุดในโลก แต่ก็สูงถึง 84 เมตร และก็ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาตัวใหญ่ที่สุดในโลก คือมีน้ำหนักรวมลำต้นถึงประมาณ 1,256 ตัน (ตันนะ ไม่ใช่กิโลกรัม)…ใหญ่กว่าไดโนเสาร์ในอดีตกาล เขาบอกว่า ต้องเอาวาฬสีน้ำเงิน…สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก…มารวมกันสิบตัว ถึงจะมีน้ำหนักเท่าเขา… เขามีเส้นรอบวงที่ฐาน 31 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นที่ฐาน 11 เมตร ตรงเอวเขาที่ 54 เมตรขึ้นไปจากพื้นน่ะ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.2 เมตร General Sherman Tree คือชื่อของเขา…ต้น Sequoias ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขาเป็นต้นไม้ที่ออกลูกเป็น cone แบบต้นสนทั่วๆไป ในตระกูล Conifer เขาเป็นญาติๆกับสนไซเปรสที่ยืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆยักษ์ใหญ่ในป่า Sierra Nevada ที่แคลิฟอร์เนีย ที่ความสูงเกินกว่าพันเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ต้นไม้ชนิดอื่นๆรอบข้างดูเป็นต้นไม้แคระไปโดยปริยาย โดยมิต้องเอ่ยถึงมนุษย์ น่าตื่นเต้นที่ได้ยืนอยู่ตรงหน้าสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของเรา น่าทึ่งที่เขายืนยงคงกระพันมาเป็นพันๆปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่รู้เท่าไหร่ น่าชื่นชมที่เขาผ่านไฟป่ามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ยังทนทานมาได้ เพราะไฟป่าทำให้ลูกหลานเหลนโหลนของเขาได้เจริญเติบโตแตกหน่อออกมาได้… … น่าสลดที่มนุษย์ตัวเท่าขี้เล็บ อายุน้อยนิด กลับหึกเหิมคิดว่าตัวเองเก่งกล้า ยิ่งใหญ่… Read More The Largest Living Thing on Earth

โลมาที่รัก Dolphin Watch

เห็นว่าช่วงที่ผ่านมา กระแสวาฬบรูด้ามาแรง เลยนึกถึงบทรำพึงรำพันเก่าๆที่เขียนไว้เมื่อสองสามปีก่อน ลงในฮิห่า (Hi5) ที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เข้าไปเท่าไหร่ เลยก๊อปเอามาไว้ที่นี่…ให้รู้ว่า เมืองไทยยังมีดีอีกเยอะ…ไม่ต้องรอตามกระแส…ก็มีอะไรให้ดูจ้า… ได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามนักวิจัยไปสำรวจโลมาที่ทะเลไทยแถวขนอมมา ชาวบ้านที่นั่น รู้ว่ามีโลมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น เป็นเวลานานมาแล้ว เลยร่วมกันก่อตั้งเป็นชมรม อนุรักษ์บ้านเกิด อนุรักษ์ชายฝั่ง อนุรักษ์โลมา… และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ชาวบ้านให้เช่าเรือหางยาว ที่ปรกติทำประมงชายฝั่ง พานักท่องเที่ยวออกไปชมโลมา… แน่นอนว่า ของแบบนี้ การันตีว่าจะเจอไม่ได้ แต่จากที่ฉันได้มีโอกาสออกไป ไปทุกวัน เจอทุกวัน จะมากจะน้อยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง… โลมาที่เห็น มีสองชนิด โลมาหัวบาตร…หรือโลมาอิรวดี เจ้านี่ค่อนข้างขี้ระแวง ไม่ค่อยให้เรือเข้าใกล้ เจอแล้ว ดูเฉยๆ…อย่าต้อนเชียว เธอว่ายน้ำหนีทันที…อันนี้ชาวบ้านรู้ดี ไม่เอาเรือเข้าไปต้อน อีกโลมาหนึ่งคือโลมาสีชมพู ภาษาอังกฤษเรียกโลมาหลังค่อม Indo-Pacific Humpback Dolphin เจ้านี่ ยิ่งแก่ยิ่งน่าเกลียด จากสีเทากลายเป็นสีชมพูกระดำกระด่าง… แต่ค่อนข้างขี้เล่น…เรียกว่าถ้าเจอที ตามดู (ห่างๆ) ได้เป็นชั่วโมง ดำผุดดำว่าย ไปๆมาๆ ให้พินิจได้หนำใจ… บางครั้งบางคราว ยังกระโดดไล่ล่าปลาให้เห็นกันจะๆ ทั้งตัว โผล่ขึ้นมาจากน้ำ…สะใจ… Read More โลมาที่รัก Dolphin Watch