In Bruges

ที่นี่ไปมาเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว เช่นเดิม เอาบทความมาจากที่ตีพิมพ์ไปแล้ว ดูรูปใน album photo ประกอบนะจ๊ะ…ขอแนะนำจริงๆว่า ถ้ามีโอกาส ไปเถอะ…เมืองนี้…สวยจริง เจ๋งจริง…เริ่มเดินทางกันเลยคร๊าบ… ฉันขอออกตัวล่วงหน้าไว้ก่อนเลยว่า ชื่อเรื่องในครั้งนี้ ลอกเลียนมาจากภาพยนตร์ตลกเสียดสีสังคมอย่างร้ายกาจ ที่วางฉากเกือบทั้งเรื่องไว้ในเมืองอันแสนโรแมนติคอย่างเมืองบรูจส์ ในประเทศเล็กๆของยุโรปอย่างเบลเยี่ยม เอ่ยถึงชื่อเมืองนี้ อาจไม่เป็นที่รู้จักของใครหลายๆคน แต่สำหรับคนที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของเมืองนี้แล้ว ฉันเชื่อเหลือเกินว่า เมืองบรูจส์คงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายๆคนเลยทีเดียว ฉันเดินทางไปถึงเมืองมรดกโลกแห่งนี้ด้วยบริการของรถไฟในประเทศจากเมืองหลวงบรัสเซล ซึ่งใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น เมืองนี้จึงอาจเป็นเพียงเมืองเล็กๆที่สามารถมาเยี่ยมเยียนแบบไปเช้าเย็นกลับจากกรุงบรัสเซลได้ แต่ถ้าอยากจะเห็นเมืองให้ถ้วนทั่ว อ้อยอิ่งกับบรรยากาศแห่งเมืองยุคกลางที่อนุรักษ์ไว้ได้อย่างดีที่สุดในเบลเยี่ยมอย่างเต็มที่ ชมตึกรามบ้านช่องสวยๆ ยามค่ำคืนที่มีการ light-up ส่องไฟเน้นแสงเงาและความงามอย่างอลังการของตัวตึก รวมถึงการช็อปปิ้งซื้อหา-ชิมรสช็อคโกแล็ตและของฝากอื่นๆอย่างจุใจแล้ว การพักค้างคืนในโรงแรมเล็กๆ สุดฮิปริมลำคลองในเมืองนี้อย่างน้อย 1-2 คืน เป็นเรื่องที่ขาดเสียไม่ได้และขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง ฉันพยายามตรงดิ่งไปที่สำนักงานการท่องเที่ยวของเมืองที่ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟของเมืองเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่ก็ต้องเสียเวลาเดินวนอยู่สองรอบเพราะหาสำนักงานเล็กๆ ที่อยู่มุมตึกด้านซ้ายมือสุด (ถ้าหันหน้าเข้าหาตัวตึก) ไม่เจอในรอบแรก อย่างไรก็ดี พนักงานที่นี่ยิ้มแย้มแจ่มใสและให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษอย่างดี (ติดต่อขอแผนที่เส้นทาง Walking Routes ได้) ก่อนแนะนำให้ฉันขึ้นรถประจำทางที่หน้าสถานีไปลงที่ป้ายใกล้โรงแรมริมลำคลองที่ฉันจองไว้ทางอินเตอร์เน็ต ความจริงแล้วเมืองบรูจส์เป็นเมืองเล็กๆที่การเดินเท้าเป็นการเดินทางที่ดีที่สุดในการชมเมือง รถเมล์ที่วิ่งทางเดียวเสียส่วนใหญ่เนื่องจากถนนแต่ละสายเล็กๆคับแคบคงความเก๋าของเมืองไว้ เป็นพาหนะหลักที่คนเมืองใช้ เนื่องจากแท็กซี่ราคาแพงหูฉี่ และรถม้าก็เป็นพาหนะสำหรับพานักท่องเที่ยวชมเมืองน่ารักๆแห่งนี้เท่านั้น ฉันเลือกที่จะจองโรงแรมในตึกทรงเก่าริมลำคลอง เพราะลำคลองถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองบรูจส์ จนเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น… Read More In Bruges

Sapporo/Otaru

เช่นเดิม…บทความที่เขียนลงนิตยสารฉบับหนึ่งไว้จ๊ะ…ความจริงจะเขียนรวมฮาโกดาเตะเข้าไปด้วย แต่เนื้อที่ไม่พอ (จำกัดหน้าในนิตยสาร) เลยตัดออก แต่ในรูปเอาลงไว้ให้ดูเล่นด้วยจ๊ะ…   ในยุคที่ใครๆต่างก็อยากไปเที่ยวญี่ปุ่น แถมไปแล้วก็อยากไปซ้ำแบบนี้ ถ้าฉันไม่อินเทรนด์เอาประเทศนี้มาแนะนำกันบ้าง ก็คงจะตกยุคไปไม่น้อย อย่ากระนั้นเลย เราไปเที่ยวญี่ปุ่นกันบ้างดีกว่า จะไปทั้งที จะไปแต่เส้นทางยอดฮิตโตเกียว ภูเขาไฟฟูจี หรือโอซาก้า ก็กระไรอยู่ ฉันขอพาขึ้นไปเกาะเหนือสุดของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งนี้กันเลย…เกาะฮอกไกโด เป็นเกาะหนึ่งในสี่เกาะหลักของประเทศญี่ปุ่น มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเกาะฮอนชู (ที่ตั้งเมืองหลวงทั้งเก่าและใหม่อย่างเกียวโต โตเกียว) และกินพื้นที่มากกว่าหนึ่งในห้าของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ ทั้งๆที่มีประชากรอาศัยอยู่น้อยนิดเพียงแค่ประมาณ 5-6% ของประชากรทั้งญี่ปุ่นเท่านั้น พื้นที่กว้างใหญ่แต่ไร้ความหนาแน่นของผู้คนแบบนี้ แน่นอนว่าต้องมีธรรมชาติที่โดดเด่นเป็นแน่แท้ ทั้งภูเขาไฟ ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ เทือกเขา ทะเลสาป บ่อน้ำแร่ฯลฯ ต่างประกอบขึ้นมาเกาะสวยงามแห่งนี้ แต่ฮอกไกโดคงไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนภายนอก ห่างขาดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์เมื่อร้อยกว่าปีก่อนไป ในครั้งนี้ ฉันจึงขอแนะนำเมืองไม่ใหญ่ไม่โตแต่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของฮอกไกโด ที่มีร่องรอยกลิ่นไอของอารยธรรมยุโรปในสมัยปฏิรูปเมจิที่ทำให้เกาะนี้เป็นที่รู้จักของคนต่างชาติมากขึ้น เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศและรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาหลังจากปิดตัวเองอยู่ในเกาะมาเป็นศตวรรษ ยุคสมัยเมจิของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1868-1912) ถ้าเทียบกันง่ายๆ ก็คงคล้ายๆกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของประเทศไทย (ซึ่งก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน) เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเปิดกว้างรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาค่อนข้างมาก ศิลปะวิทยาการต่างๆ รวมไปถึงสถาปัตยกรรม และการสร้างบ้านแปลงเมือง จึงมีอิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกเข้ามามีบทบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าเกาะฮอกไกโดก็ไม่เป็นที่ยกเว้น จากเกาะเงียบสงบที่มีแต่ป่าเขา… Read More Sapporo/Otaru

Diving the Marvellous Reefs of the Spratlys

รู้ตัวเลยว่า ไม่ได้ลงอะไรที่นี่มานานมาก แต่จริงๆแล้วก็ยังเขียนบทความลงที่นู่นที่นี่อยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ได้มาอัพเดทเว็บนี้เท่านั้นเอง ไหนๆ วันนี้เข้ามาดูทั้งที ขอลงเรื่องที่เขียนให้บางกอกโพสต์ไว้ซะเลย…เรื่องที่ลงนี้จะแตกต่างจากที่ลงในหนังสือพิมพ์และที่เขาเอาไปโพสต์ไว้ตามเว็บต่างๆบ้าง เนื่องจากเรื่องด้านล่างนี้ไม่ได้ผ่านการเอดิทจากกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์จ้า ลงเล่นๆ พอให้ได้อัพเดทกันบ้าง…เรื่องที่ลงในหนังสือพิมพ์ได้รูปงามๆจากช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพไปลง แต่ในบล็อคของตัวเองแบบนี้ เอารูปป๋องแป๋งของตัวเองลงแทนละกัน…ขออภัย                 At last, my wish was fulfilled.  I had finally returned to the Spratlys in the South China Sea after promising myself that I would do so after I had last visited them three years ago.  Once again, I was back onboard the… Read More Diving the Marvellous Reefs of the Spratlys

Wallacea III Silangoli in Halmahera

กลับมาเล่ากันต่อ…หลังจากที่เอาคลิปปลากระเบนราหูมาขั้นจังหวะ เปลี่ยนอารมณ์ ฮาลมาเฮร่าเป็นเกาะอีกเกาะหนึ่งที่อยู่ในเขตหมู่เกาะ Molucca แล้ว เหตุผลที่มาที่นี่…? ก็เพื่อเจ้าปักษาสวรรค์ตัวแรกในชีวิต ที่ (หวังว่า) จะได้เห็นไง ก่อนมาที่นี่ ก็พยายามหาข้อมูลการเดินทางเต็มที่ แต่แทบทุกคณะดูนกมาที่นี่โดยใช้บริการทัวร์ทั้งน้าน… แล้วเรื่องราคาก็ไม่ต้องพูดถึงอ่ะ…แพงกระชูด เรื่องของเรื่องคงเป็นเพราะ คนที่นี่ฟังและพูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้ การทำอะไรก็เลยต้องลำบากพอสมควร ถ้าพูดภาษาของเขาไม่ได้… แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรา (ฉันกับคุณ MDR) ก็ตัดสินใจ…ลุย…มาเองเลย โดยมีคุณโลกาว้าเหว่ (Lonely Planet) กับรายงานดูนกของคนอื่นๆเป็นไกด์ไลน์ เริ่มจากนั่งเครื่องจากมานาโดมาที่เกาะเทอนาเต้ Ternate ก่อนจะต่อเรือข้ามมาที่เมือง Silanggoli บนเกาะฮาลมาเฮร่านี่หล่ะ ที่พัก ก็เปิดเอาจากคุณโลกาว้าเหว่ Walk-in กันเลย ไม่มีการจอง…ใจกล้าจริงๆนะเรา อุปสรรคแรก จากสนามบินที่เทอนาเต้ไปท่าเรือ พวกเราเรียกแท็กซี่ที่สนามบินที่โก่งราคามหาโหด ทั้งๆที่สนามบินออกห่วยแตกขนาดนั้น แท็กซี่ผีจับกลุ่มโก่งราคาเท่ากันหมด…โอ…ชีวิต…หลังจากที่เดินหนีไปสองรอบ ไม่รู้จะไปทางไหนดี จู่ๆ ก็มีคนรับข้อเสนอที่ฉันต่อราคาลงครึ่งหนึ่ง (ซึ่งก็ยังแพงอยู่ดีแต่ช่วยไม่ได้) เพิ่งมารู้ที่หลังว่า พี่แก รับผู้หญิงคนรู้จักคนหนึ่งขึ้นไปแล้ว สรุปว่า…แกมารับคนนี่เอง หารายได้พิเศษโดยรับพวกนักท่องเที่ยวเข้าเมืองไปด้วยเลย…ทั้งๆที่พูดภาษาอังกฤษกันแทบไม่รู้เรื่อง ก็แค่ราคายังต้องเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดตัวเลขเลยอ่ะ… อุปสรรคที่สอง เมื่อไปถึงท่าเรือข้ามไปเกาะ โดนโก่งราคาอีกแล้วตรู…ราคาแพงกว่าชาวบ้านชาวช่องเขาสองหมื่นรู… Read More Wallacea III Silangoli in Halmahera

Manta Ray @ South Andaman

Change the atmosphere to moving picture…This Manta Ray is one of the largest I’ve ever seen. This one came very close to the underwater rocks at Hin Daeng, Thailand for (maybe)  cleaning station. Always stunning and elegant marine life on earth, I reckon. Quote YouTube – Manta Ray @ South Andaman  

Wallacea II Tangkoko

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์มาเล่าเรื่องราวต่ออีกแล้ว…(งานยังไม่เข้าเช่นเคย…)      คืนก่อนสุดท้ายที่สิ้นสุดแพ็คเกจดำน้ำ ฉันกับ MDR ก็เริ่มร้อนก้น ว่าเราจะทำอย่างไรกันต่อดี เพราะทริปหลังจากนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นจริงเป็นจังเป็นรูปเป็นร่างกันเลย ว่าจะเดินทางกันยังไง นอนที่ไหน ฯลฯ แน่นอนว่าการวางแผนคร่าวๆว่าจะไปไหนนั้น คิดๆกันไว้แล้ว ตั้งแต่ก่อนออกจากเมืองไทย แต่ทุกอย่างอยู่ในกระดาษ…หมายความว่า หาข้อมูลต่างๆจากเน็ทแล้วก็พิมพ์ออกมาไว้ในกระดาษ กับหนังสือไกด์บุ๊คอีกหนึ่งเล่ม แต่ในความเป็นจริงคือ ไม่ได้จองอะไรไว้เลย…อ่ะนะ… รู้แต่ว่า จุดหมายปลายทางต่อไปของพวกเราคือป่าแทงโกโก้ (ชื่อเต็มๆว่า Tangkoko-Batuangas Dua Saudara Nature Reserve) ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลห่างจากเมืองมานาโดนัก ประมาณร้อยกว่ากิโล ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จริงมันก็อยู่ใกล้ๆกับช่องแคบเลมเบ้ที่พวกเรานั่งรถไปลงเรือดำน้ำกันเมื่อวันก่อนนั่นล่ะ…ระยะทางอาจดูว่าน้อย แต่จากถนนหนทางบนเกาะและความคดเคี้ยวของพื้นที่นั้น ต้องใช้เวลากัน 2-3 ชั่วโมงเลยทีเดียว..      ป่าแทงโกโก้ เป็นป่าค่อนข้างสมบูรณ์ที่อยู่ใกล้เมืองใหญ่ๆแบบมานาโด ถ้าไปดูตามเอเจนซี่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่ในรีสอร์ทเอง เขามีทริปไปกลับภายในวันเดียวได้ โดยเป้าหมายหลักคือการไปดูน้องเกรมลิน Tarsia รุ่นที่ตัวเล็กที่สุดในโลกในป่าแห่งนี้ แต่มีหรือที่เราจะไปวันเดียวกลับ ก็ในเมื่อตั้งใจจะไปดูนกที่นั่นนี่นะ อย่างน้อยต้องสองสามวันอยู่แล้ว…แล้วจะไปกันยังไง? ทางเลือกแรกคือก็ออกจากรีสอร์ทที่เราอยู่ไปในเมือง นั่งรถประจำทางไปต่ออีกสองสามทีก็จะถึงหมู่บ้านเล็กๆติดกับป่าแห่งนี้…ลำบากไปมั้ง ฮ่า ฮ่า เหมารถไปเลยดีกว่า มารับที่รีสอร์ท ส่งถึงหน้าที่พักที่นั่น (ซึ่งยังไม่รู้ว่าที่ไหน)… Read More Wallacea II Tangkoko

Wallacea 1 Sulawesi

แฮ่ม ได้ฤกษ์มาเขียนสักที ในที่สุดก็ว่างงานมากจนไม่รู้จะทำอะไร …เขียนบทความดีกว่า… ทริปสุลาเวสี ที่เอารูปมาลงให้ดูสามเซ็ทนั้น มันเริ่มมาจากจุดเริ่มต้นแรกคือ เจอตั๋วโปรโมชั่นแบบถูกพอรับไหวของสิงคโปร์แอร์ไลน์ ไปกลับกรุงเทพฯ-มานาโด หมื่นห้าน่ะ (รวมหมดแล้ว)…ความมุ่งหมายแรกก็เลยเน้นไปที่การดำน้ำแถวๆนั้น…แล้วไหนๆจะไปแล้วทั้งที ดูนกมันเลยด้วยดีกว่า…การเตรียมการเรื่องทริปจึงเริ่มขึ้น หลังจากเกลี้ยกล่อม MDR ผู้ร่วมเดินทางได้เป็นที่เรียบร้อย ฮ่า ฮ่า เรื่องดำน้ำที่ มานาโด (Manado) นี่ ไม่มีปัญหา แพ็คเกจดำน้ำรวมที่พัก อาหาร รับส่งสนามบิน มีอยู่เต็มไปหมด หลังจากเพียรหาตามเน็ทสองสามวัน ก็ได้รีสอร์ทน้องใหม่เปิดมาได้ไม่กี่ปี ไม่ใกล้ไม่ไกลตัวเมืองมานาโดนักชื่อ La Rascasse (เจ้าของเป็นคนฝรั่งเศสน่ะ เขาบอกว่าคำนี้ แปลว่าปลาชนิดหนึ่ง ประมาณว่าปลาสิงโตที่สามารถพบได้ที่ฝรั่งเศส) มา ที่เลือกที่นี่เหตุผลหลักคือราคาถูกดีเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น… เอาเป็นว่าที่นี่สะดวกสบาย ติดต่อจองที่พักและรายละเอียดอื่นๆ ทางอินเตอร์เน็ท ไม่ต้องจ่ายมัดจำด้วยล่ะ คอนเฟิร์มให้เรียบร้อย ถึงเวลาก็มีคนมารอรับที่สนามบิน สบาย…ที่สำคัญอาหารอร่อยถูกปากดีทีเดียว จนฉันต้องขอดูหน้าพ่อครัวหน่อย ขอจับมือหน่อยให้กำลังใจหน่อยก็ยังดี เพราะพี่แกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้อ่ะ …ก็แหม การออกมาอยู่นอกประเทศตัวเองนานๆ หลายอาทิตย์นี่ ถ้าอาหารมันไม่เวิร์คจริงๆ มันก็ทำให้ทริปกร่อยได้เหมือนกัน…ดีนะ ที่รสชาติอาหารของชาวสุลาเวสีนี่ มันคล้ายๆรสคนไทยดี เพราะฉะนั้นเรื่องอาหาร หายห่วง… ก็… Read More Wallacea 1 Sulawesi

Mt. Kinabalu, Borneo, Malaysia

Kinabalu ขุนเขาสูงเสียดฟ้าที่สัมผัสได้ “เดี๋ยวดึกๆ คุณมาเช็คอีกทีนะคะ เผื่อมีคนยกเลิก ดิฉันจะจองไว้ให้ค่ะ” สาวหน้าหวาน อัธยาศัยดีที่เคาว์เตอร์ที่จัดการเรื่องที่พักในอุทยานแห่งชาติคินะบะลู บนเกาะบอร์เนียวบอกกับฉัน เมื่อฉันไปติดต่อเรื่องขอขึ้นยอดที่จำเป็นต้องพักค้างหนึ่งคืนบนที่พักระหว่างทาง ซึ่งมีที่พักจำกัด อันเป็นการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินขึ้นยอดในแต่ละวันด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วจำเป็นที่จะต้องติดต่อจองที่พักไว้ล่วงหน้าหลายๆวัน หรือบางครั้งเป็นเดือน…  อันที่จริง ฉันพยายามจะติดต่อล่วงหน้าแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับคือเต็มตลอด ฉันจึงต้องใช้วิธีเสียบเอาวันต่อวันแบบนี้แหละ เพราะเรามีกันน้อยคน (ไปกันแค่สองคน) และรู้ข่าวจากนักเดินทางบางคนว่าอาจเป็นไปได้ ฉันเข้าใจว่าส่วนใหญ่ที่พักจะเต็มเพราะบริษัทนำเที่ยวจะจองไว้ล่วงหน้าเผื่อไว้สำหรับรับนักท่องเที่ยวที่ติดต่อเข้าไป ซึ่งบางครั้งก็จองเกินเอาไว้แล้วมายกเลิกเอาใกล้ๆวัน ให้ขาจรอย่างฉันเสียบได้ ถ้ารู้ลู่ทาง… ฉันมาอยู่ที่อุทยานฯ ในส่วนที่เป็นที่ทำการอุทยานฯ นี้ได้ 3 คืนแล้ว แม้ว่าจุดประสงค์หลักคือการมาชื่นชมธรรมชาติ ดูนกและพรรณไม้ ซึ่งอุทยานฯ แห่งนี้ถือเป็นสุดยอดแห่งความหลากหลายทางชีวภาพแห่งหนึ่งของโลกโดยเฉพาะทางด้านพรรณไม้ และพื้นที่ที่ใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์ของอุทยานฯ แห่งนี้ (754 ตร. กม.) ก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศมาเลเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2543 หลังจากที่ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติมาได้ 36 ปี ฉันสนุกกับการเดินตาม Trail ที่มีอยู่มากมายในส่วนที่ทำการฯ มาพอสมควร ได้เห็นนกหลายชนิดที่ตั้งใจมาดูโดยเฉพาะ ความตั้งใจที่จะเดินขึ้นจุดสูงสุดของอุทยานฯ คือยอดเขาคินะบะลูนั้นเป็นเพียงความคิดรอง เพราะไม่สามารถจองที่พักด้านบนได้ตั้งแต่ต้น แต่จากการแวะเวียนเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่จัดการด้านที่พักที่แสนน่ารักในช่วง… Read More Mt. Kinabalu, Borneo, Malaysia

Sikkim 0

ประมาณว่า เรื่องที่เอามาลงตอนนี้ มันควรจะเป็นช่วงเวลาก่อนเรื่องใน Sikkim I น่ะ เลยไม่รู้ว่าจะตั้งชื่ออย่างไรดี ในเมื่อ 0 ควรจะมาก่อน 1 เลยใช้ชื่อนี้ซะเลย   เป็นอันว่า เดือนนี้มีเรื่องมาลงแล้วนะ บางส่วนเสี้ยวของดินแดนแห่งขุนเขา…สิกขิม ถนนสายแคบๆ ทอดตัวคดเคี้ยวซอกซอนไปตามลำธารและขุนเขาในยามเย็นย่ำก่อนตะวันลับขอบฟ้า พวกเราเพิ่งผ่านด่านตรวจใบอนุญาติเข้าแคว้นสิกขิม แคว้นเล็กๆทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ที่เมืองหน้าด่าน Rangpo ได้ไม่นาน ถนนยังคงลัดเลาะโตรกธารของแม่น้ำ Teestaหนึ่งในแม่น้ำสองสายหลักของสิกขิม ที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหิมาลัย บ้านเรือนที่สร้างลดหลั่นไปตามริมผา ริมแม่น้ำมีให้เห็นเป็นระยะๆ สลับกับท้องไร่ท้องนาแบบขั้นบันได ฟ้าเริ่มมืด ลำธารเขียวใสด้วยน้ำจากหิมะละลายบนเทือกเขาสูงเริ่มเลือนหายจากสายตา หมู่บ้านรายทางเห็นเพียงแค่เป็นแสงไฟดวงส้มๆ ประดับไปตามริมหน้าผาสูงชันอย่างสวยงาม ระยะทางเพียงร้อยกิโลกว่าๆ กับการนั่งรถจิ๊บลัดเลาะไปตามถนนเกือบ 4 ชั่วโมง เป็นตัวบ่งบอกอย่างดีถึงความคดเคี้ยว คับแคบและสูงชันของเส้นทาง พวกเรามาถึง Gangtok เมืองหลวงของแคว้นสิกขิมเอาเมื่อค่ำ ร้านรวงบนถนนช็อปปิ้งสายหลักของเมืองเริ่มทะยอยกันปิดแล้ว ยังดีที่ร้านอาหารยังเปิดดึกขึ้นอีกนิดทันให้พวกเราฝากกระเพาะอันหิวกิ่วตลอดเส้นทางคดโค้งที่ผ่านมาได้… แสงอาทิตย์ยามเช้าทาทาบเทือกเขาหิมะ จากยอดสีขาวให้ส่องประกายเป็นสีส้ม ทำให้เช้าวันใหม่เริ่มต้นอย่างกระปรี้กระเปร่า แทนที่จะอ้อยอิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาเนื่องจากอากาศอันหนาวเหน็บในเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ที่ความสูงกว่า 1,572 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ เพราะพวกเราต้องรีบเร่งปีนขึ้นไปดาดฟ้าที่พักเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เห็น จากตึกรามบ้านช่องในบริเวณใกล้เคียง สนามกีฬาของเมือง มองผ่านหุบเขาเขียวชอุ่มเบื้องล่าง ลากยาวสูงขึ้นไปเป็นเทือกเขาทมึนในระดับที่สูงกว่าที่พวกเรายืนอยู่… Read More Sikkim 0

Everything is BIG in America

ได้มีโอกาสไปเดินทางไกลอีกครั้ง คราวนี้ไปไกลถึงครึ่งโลก ไปเจอกับใครบางคนที่บินวนมาอีกทางซีกหนึ่งของโลก ตั้งใจมาเยี่ยมญาติของ”ใครบางคน”ที่กล่าวถึงบรรทัดข้างบน และดูนก เอาแค่ทางซีกล่างของรัฐ California แค่เบาะๆก็ปาเข้าไปสามพันกว่าโล (ขับรถ)ในสองอาทิตย์ ทั้งๆที่เคยมาแล้ว แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ที่นี่อะไรๆมันก็ BIG จริงๆ รถยนต์ ก็มีแต่คันใหญ่ๆ จะมีรถทรงมินิโผล่ออกมาให้เห็นนานๆทีเท่านั้น ตอนไปเช่ารถ ตามที่ออนไลน์จองก็เอารถคันเล็กสุด ประหยัดสุด…แต่คันเล็กของเขาก็ได้คันใหญ่มาอีก แถมกินน้ำมันอีกต่างหาก…โอย ไม่รู้ว่าจะอัพเกรดให้ทำไม…? มาถึงตอนกินข้าว จาน Big อีก กินคนเดียวไม่หมด… เข้าไปซื้อเบียร์ในซุปเปอร์ โห…ขวดอย่าง Super Big (มีหลายขนาด แต่ขนาดใหญ่กว่าขวดปกติบ้านเราทั้งนั้น) กระป๋องก็ Big (ใหญ่กว่ากระป๋องยาวบ้านเราอ่ะ) จะดีก็ตรงที่ ห้องและเตียงในโรงแรมใหญ่ดี ไม่เหมือนโรงแรมที่ญี่ปุ่น ไปเที่ยวก็เจอแต่อะไรใหญ่ๆ วาฬหลังค่อมตัวโต พ่นน้ำพุให้เห็น (อันนี้อยู่บนเรือ) วาฬเพชรฆาต กระโดงครีบอันเบ้อเริ่มไล่ปลาในมหาสมุทร (อันนี้ส่องสโคปดูจากฝั่ง) ผ่านไปดู Elephant Seals ตัวเบิ้มๆ นอนขึ้นอืดกันอยู่ริมหาด ถนนริมมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดอย่างแปซิฟิค มีส่วนที่สวยๆที่เรียกว่า Big Sur… Read More Everything is BIG in America