The Largest Living Thing on Earth

เขามีอายุประมาณ 2,200 ปี และก็ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แม้เขาไม่ได้สูงที่สุดในโลก แต่ก็สูงถึง 84 เมตร และก็ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาตัวใหญ่ที่สุดในโลก คือมีน้ำหนักรวมลำต้นถึงประมาณ 1,256 ตัน (ตันนะ ไม่ใช่กิโลกรัม)…ใหญ่กว่าไดโนเสาร์ในอดีตกาล เขาบอกว่า ต้องเอาวาฬสีน้ำเงิน…สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก…มารวมกันสิบตัว ถึงจะมีน้ำหนักเท่าเขา… เขามีเส้นรอบวงที่ฐาน 31 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นที่ฐาน 11 เมตร ตรงเอวเขาที่ 54 เมตรขึ้นไปจากพื้นน่ะ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.2 เมตร General Sherman Tree คือชื่อของเขา…ต้น Sequoias ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขาเป็นต้นไม้ที่ออกลูกเป็น cone แบบต้นสนทั่วๆไป ในตระกูล Conifer เขาเป็นญาติๆกับสนไซเปรสที่ยืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆยักษ์ใหญ่ในป่า Sierra Nevada ที่แคลิฟอร์เนีย ที่ความสูงเกินกว่าพันเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ต้นไม้ชนิดอื่นๆรอบข้างดูเป็นต้นไม้แคระไปโดยปริยาย โดยมิต้องเอ่ยถึงมนุษย์ น่าตื่นเต้นที่ได้ยืนอยู่ตรงหน้าสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของเรา น่าทึ่งที่เขายืนยงคงกระพันมาเป็นพันๆปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่รู้เท่าไหร่ น่าชื่นชมที่เขาผ่านไฟป่ามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ยังทนทานมาได้ เพราะไฟป่าทำให้ลูกหลานเหลนโหลนของเขาได้เจริญเติบโตแตกหน่อออกมาได้… … น่าสลดที่มนุษย์ตัวเท่าขี้เล็บ อายุน้อยนิด กลับหึกเหิมคิดว่าตัวเองเก่งกล้า ยิ่งใหญ่… Read More The Largest Living Thing on Earth

โลมาที่รัก Dolphin Watch

เห็นว่าช่วงที่ผ่านมา กระแสวาฬบรูด้ามาแรง เลยนึกถึงบทรำพึงรำพันเก่าๆที่เขียนไว้เมื่อสองสามปีก่อน ลงในฮิห่า (Hi5) ที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เข้าไปเท่าไหร่ เลยก๊อปเอามาไว้ที่นี่…ให้รู้ว่า เมืองไทยยังมีดีอีกเยอะ…ไม่ต้องรอตามกระแส…ก็มีอะไรให้ดูจ้า… ได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามนักวิจัยไปสำรวจโลมาที่ทะเลไทยแถวขนอมมา ชาวบ้านที่นั่น รู้ว่ามีโลมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น เป็นเวลานานมาแล้ว เลยร่วมกันก่อตั้งเป็นชมรม อนุรักษ์บ้านเกิด อนุรักษ์ชายฝั่ง อนุรักษ์โลมา… และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ชาวบ้านให้เช่าเรือหางยาว ที่ปรกติทำประมงชายฝั่ง พานักท่องเที่ยวออกไปชมโลมา… แน่นอนว่า ของแบบนี้ การันตีว่าจะเจอไม่ได้ แต่จากที่ฉันได้มีโอกาสออกไป ไปทุกวัน เจอทุกวัน จะมากจะน้อยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง… โลมาที่เห็น มีสองชนิด โลมาหัวบาตร…หรือโลมาอิรวดี เจ้านี่ค่อนข้างขี้ระแวง ไม่ค่อยให้เรือเข้าใกล้ เจอแล้ว ดูเฉยๆ…อย่าต้อนเชียว เธอว่ายน้ำหนีทันที…อันนี้ชาวบ้านรู้ดี ไม่เอาเรือเข้าไปต้อน อีกโลมาหนึ่งคือโลมาสีชมพู ภาษาอังกฤษเรียกโลมาหลังค่อม Indo-Pacific Humpback Dolphin เจ้านี่ ยิ่งแก่ยิ่งน่าเกลียด จากสีเทากลายเป็นสีชมพูกระดำกระด่าง… แต่ค่อนข้างขี้เล่น…เรียกว่าถ้าเจอที ตามดู (ห่างๆ) ได้เป็นชั่วโมง ดำผุดดำว่าย ไปๆมาๆ ให้พินิจได้หนำใจ… บางครั้งบางคราว ยังกระโดดไล่ล่าปลาให้เห็นกันจะๆ ทั้งตัว โผล่ขึ้นมาจากน้ำ…สะใจ… Read More โลมาที่รัก Dolphin Watch

Meteora: Rocks in the Air

ครั้งเมื่อฉันตกลงใจกับเพื่อนได้ว่าจะไปเที่ยวประเทศกรีซ การวางแผนเที่ยวจึงเริ่มขึ้น นอกจากกรุงเอเธนส์ที่เป็นของตายที่ไม่ไปไม่ได้แล้ว ต่างคนต่างเริ่มเสนอชื่อสถานที่ที่ตัวเองอยากจะไป เพื่อนำมาประมวลดูความเป็นไปได้ที่จะแวะไปเที่ยว ชื่อแรกที่ฉันบอกเพื่อนร่วมทางว่าอยากไปเห็นคือ เมเตออรา (Metéora) ซึ่งตั้งอยู่ในทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศ ตอนแรกเพื่อนฉันได้แต่ทวนชื่อและถามว่ามันคืออะไร ฉันปล่อยให้เพื่อนไปค้นข้อมูลดูเอาเอง หลังจากเกริ่นๆไปว่า ชอบหนังเรื่องเจมส์บอนด์ไม่ใช่เหรอ เคยดูตอน For Your Eyes ไหมล่ะ? มีฉากหนึ่งถ่ายทำที่นี่ เพื่อนฉันหายไปสองวัน ก่อนกลับมายืนยันแน่นหนักว่าความตั้งใจเดิมของฉันว่า “ไปสิ” ความแปลกพิศดารของพื้นที่ทางทิศตะวันตกของที่ราบสูงเทสสาลี (Thessaly) แห่งนี้ ถูกจัดเข้าเป็นหนึ่งในโปรแกรมท่องกรีซทันที แม้ว่าจะต้องฉีกออกนอกเส้นทางอื่นๆเล็กน้อย เนื่องจากเราวางแผนเที่ยวไล่มาจากทางเหนือ โดยรวมจะเลาะลงใต้เลาะมาตามทะเลเอเจียนเป็นหลัก เมเตออราทำให้เราต้องตีวงเข้าไปในแผ่นดินไปทางทิศตะวันตก หลังจากที่แวะเที่ยวเขาโอลิมปัส เทือกเขาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกกล่าวถึงในตำนานต่างๆของกรีก ก่อนที่จะมุ่งลงใต้ต่อไปยังเมืองแห่งเทพพยากรณ์อย่างเดลฟี                 เส้นทางไปยังเมเตออราจากเทือกเขาโอลิมปัสนั้น หลังจากที่ไต่ระดับลงจากความสูงของเทือกเขา เส้นทางจะตัดผ่านที่ราบกว้างใหญ่แห่งเทสสาลี ที่เต็มไปด้วยไร่นาและหมู่บ้านเล็กๆเป็นหย่อมๆ แล้วจู่ๆความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า แท่งหินสูงชันขนาดมหึมารูปทรงแปลกตาหลายต่อหลายแท่ง ตั้งตระหง่านอยู่ติดทุ่งราบอันกว้างใหญ่ที่เรากำลังมุ่งหน้าไป มีแนวเทือกเขาพินดอส (Pindhos) เป็นเงาตะคุ่มอยู่ให้เห็นไกลๆเป็นฉากหลัง เมื่อเราเข้าไปใกล้ขึ้น จึงได้เห็นสิ่งที่เราอยากเห็น เพราะนอกจากแท่งโขดหินพิศดารกลางท้องทุ่งแล้ว บางยอดของแท่งหินเหล่านี้ ยังเป็นสถานที่ตั้งของอารามศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์ที่สร้างต่อยอดหินขึ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ทำไมต้องไปสร้างอารามบนยอดหินแบบนั้น? แล้วเขาขึ้นไปสร้างกันได้อย่างไร? แล้วฉันจะขึ้นไปชมภายในอารามเหล่านั้นได้จริงๆไหม? คำถามต่างๆ ผุดขึ้นมาในใจ แต่ที่แน่ๆแท่งโขดหินเหล่านี้คงเป็นความท้าทายไม่น้อยสำหรับนักปีนผาขั้นแอ๊ดวานซ์ทั้งหลาย… Read More Meteora: Rocks in the Air

Harkidoon Trek

ประมาณว่าโดนบังคับให้ย้ายบล็อค โดยใช้คำสวยหรูว่า Upgrade…ก็เลยมาลงเอยที่หน้าตาใหม่ ที่อยู่ใหม่อันนี้…เลยขอประเดิมบล็อคใหม่ ด้วยการเอาเรื่องเก่าเก็บมาลงซะเลย…ก็หลายปีดีดักแล้วที่เขียนเรื่องนี้ไว้ (ยาวมาก) ตอนแรกส่งให้ บก. นิตยสารฉบับหนึ่ง เขารับไว้จะลงให้ แต่จู่ๆ กอง บก. ก็ยกแก๊งค์ลาออก เรื่องก็เลยหายไปกับสายลมและแสงแดด…รูปที่เอามาลงก็ไปขุดเอามาจากคลังเก่าๆ พยายามไม่ให้ซ้ำกับรูปที่ลงไว้ในภาคภาษาอังกฤษ (เขียนที่เดียวกัน แต่ประมาณคนละอารมณ์)…ตอนนั้นตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า… การเดินทางสู่ฮากิดูน ทุ่งหญ้า สายน้ำและขุนเขาหิมะ คุณเคยไม่อาบน้ำเก้าวันไหม เก้าวันที่ต้องเดินเหนื่อยทั้งวันก่อนจะถึงที่พัก เก้าวันที่ใช่ว่าจะไม่มีน้ำให้อาบ แต่แหล่งน้ำแต่ละแห่งเย็นยะเยือกอยู่ที่ความสูงสามสี่พันเมตร เมื่อไม่มีแสงแดดสาดส่อง อากาศก็ลดลงเกือบแตะศูนย์หรือต่ำกว่านั้น ฉันมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ฉัน(หาเรื่อง) ไปเดิน trekking มา เป็นระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 95 กิโลเมตร ภายในระยะเวลาเก้าวัน เมื่อนำมาคำนวณดูแล้ว คุณอาจคิดว่าก็แค่สิบกิโลต่อวันเท่านั้น เรื่องมันอยู่ที่ว่า มันไม่ใช่การ trekking ธรรมดาๆ หรือเดินอยู่ในที่ราบ แต่เป็นการ trekking ในที่สูง อันหมายความว่า เดินขึ้นเขาอยู่ที่ระดับความสูงเกินกว่าสามพันเมตร แม้จะไม่ทุกวัน แต่เดินแต่ละวันก็เฉียดๆระดับนั้น บางวันอาจแตะขึ้นไปถึงสามพันหกสามพันเจ็ด สิ่งแรกที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้คือ อากาศที่เบาบางกว่าพื้นราบ ออกซิเจนที่น้อยกว่า ทำให้ปอดต้องทำงานมากกว่า อันเป็นที่มาของการเหนื่อยง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ… Read More Harkidoon Trek

Hokkaido Summer

     พื้นที่ใจกลางเกาะอันกว้างใหญ่ของฮอกไกโด เกาะขนาดใหญ่ที่สุดทางเหนือของญี่ปุ่นนั้น มีลักษณะเป็นท้องทุ่งและที่ราบสูงอันกว้างใหญ่ภายใต้เงาร่มของแนวเทือกเขาไดเซ็ทซึ โดยมีเมืองทั้งใหญ่และเล็กรายล้อมอยู่รอบๆแนวเทือกเขา ชาวบ้านมีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิต่อเนื่องถึงฤดูร้อน ในช่วงที่หิมะที่ปกคลุมแทบทั้งเกาะละลายหายไปเกือบหมด ทุ่งอันกว้างใหญ่ที่มีพรรณพืชต่างๆมากมาย ก็ร่วมใจพากันผลิดอกออกผล ภาพของทุ่งดอกไม้ต่างๆจึงหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันให้ได้ชมตลอดช่วงฤดูกาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ดอกไม้ที่ขึ้นชื่อที่สุดอันเป็นเหตุผลดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากมายมาเยี่ยมเยือนเกาะฮอกไกโดตอนกลางแห่งนี้ คงหนีไม่พ้นทุ่งดอกลาเวนเดอร์อันกว้างใหญ่ ที่ชาวฮอกไกโดเจ้าของพื้นที่ได้พัฒนาพื้นที่เกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ พ่วงท้ายมาด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายที่ผลิตขึ้นจากพืชผลทางการเกษตรเหล่านี้ ฟุราโนะ (Furano) เมืองที่ตั้งห่างไปทางทิศตะวันออกของซัปโปโรประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร เป็นแหล่งทุ่งดอกลาเวนเดอร์อันลือชื่อ หากเดินทางมาถึงบริเวณนี้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ตลอดจนถึงกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นช่วงหน้าร้อนที่มีอากาศเย็นสบายของพื้นที่ทางตอนเหนือ ก็จะได้สัมผัสกับกลิ่นหอมและสีสันของดอกลาเวนเดอร์กันอย่างเต็มที่ ว่ากันว่าต้นลาเวนเดอร์นี้เดิมเป็นพืชดอกล้มลุกที่พบได้อยู่ตามทุ่งหญ้าตามป่าเขา ต่อมาได้มีบริษัทผลิตน้ำมันหอมจากดอกไม้ได้มาทดลองปลูกต้นลาเวนเดอร์ในบริเวณนี้เป็นครั้งแรกเมื่อเกือบร้อยปีก่อนและได้ผลดี เกษตรกรในแถบนี้ได้ทำการปลูกลาเวนเดอร์กันอย่างแพร่หลายตามบริเวณต่างๆที่เหมาะสม เพื่อป้อนให้กับโรงงานผลิตน้ำมันหอมสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเรื่องสำอางค์ที่ตั้งขึ้นในบริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ดีเมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าและโลกมีการพัฒนามากขึ้น การผลิตกลิ่นสังเคราะห์และการนำเข้าที่ง่ายดาย ทำให้ราคาน้ำมันหอมจากลาเวนเดอร์ของแท้นี้ราคาตกต่ำลงและโรงงานต้องเลิกกิจการไป พาเอาเกษตรกรย่ำแย่ตามไปด้วย จนต้องหันไปปลูกพืชชนิดอื่นๆกันเกือบหมด อย่างไรก็ดี ยังเหลือเกษตรกรที่ยังคงทนปลูกต้นลาเวนเดอร์นี้อยู่ไม่กี่เจ้า และแล้วเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไป ในปี ค.ศ. 1975 ภาพของทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงสดอันสวยงามจากฟาร์มแห่งหนึ่งได้ถูกถ่ายทอดลงบนปฏิทินของการรถไฟภูมิภาคของญี่ปุ่น ทำให้มีผู้คนสนใจอยากมาเที่ยวชมทุ่งลาเวนเดอร์แห่งนั้น และนับวันจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้การปลูกลาเวนเดอร์กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของฮอกไกโด จากที่เป็นพืชที่ปลูกเพื่อการเกษตรฯ ป้อนโรงงาน กลับกลายมาเป็นปลูกเพื่อการท่องเที่ยว จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของดินแดนแถบนี้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ฉันได้แวะเที่ยวชมฟาร์มอันลือชื่อที่ใครๆก็พลาดไม่ได้ หากมาเยือนถึงดินแดนแถบนี้แล้ว นั่นคือโทมิตะฟาร์ม ว่ากันว่าภาพในปฏิทินที่ทำให้ทุ่งลาเวนเดอร์แห่งฮอกไกโดโด่งดังเป็นครั้งแรก ก็ถูกบันทึกไว้ที่ฟาร์มแห่งนี้… Read More Hokkaido Summer

Stopover in Brussels

        ฉันเดินทางมาถึงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยี่ยมและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของสหภาพยุโรปแห่งนี้ แบบเหมือนเป็นทางผ่านไปสู่เมืองในฝันอย่างบรูจช์มากกว่าที่จะตั้งใจมาเยือนที่นี่โดยตรง อย่างไรก็ตาม เวลาเกือบสองวันเต็มๆยามเข้าและก่อนออกจากประเทศนี้ ที่ตอนแรกฉันคิดว่าคงเหลือเฟือสำหรับการแวะเที่ยวนครหลวงเล็กๆแห่งหนึ่งของยุโรปที่ใช้ภาษาเฟลมมิชและฝรั่งเศสเป็นหลักกลายเป็นเวลาเพียงน้อยนิดเหลือเกินในการที่จะเยี่ยมชมเมืองที่เต็มไปด้วยศิลปะ ประวัติศาสตร์และความทันสมัยแห่งนี้ให้ได้อย่างสมบูรณ์ ฉันเริ่มต้นการเดินทางในนครหลวงแห่งนี้ที่สถานี Gare du Midi (Zuidstation) อันเป็นสถานีหลักที่รถไฟข้ามประเทศยูโรสตาร์ พาฉันลอดอุโมงค์จากประเทศอังกฤษ ผ่านฝรั่งเศสเข้ามาถึงที่นี่ หลังจากผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแบบค่อนข้างเรียบง่ายที่สถานี ฉันก็พาตัวเองเดินลากกระเป๋าหาแผนที่ในสถานี เดินต่อไปซื้อตั๋ว ขึ้นรถรางที่เหมือนอยู่ใต้ดิน ไปโผล่ที่สถานีที่ใกล้ๆโรงแรมที่จองผ่านอินเตอร์เน็ตเอาไว้ เช็คอิน วางของ จากนั้นก็คว้ากล้องและเป้ใส่ของประจำตัว พาตัวเองไปนั่นรถรางใต้ดินอีกครั้ง เนื่องจากฉันมีเวลาขาเข้ามาในประเทศนี้หนึ่งวันก่อนเดินทางไปเมืองอื่น และอีกหนึ่งวันก่อนกลับออกจากประเทศนี้ ฉันจึงปวารณาตัวเองเที่ยวให้คุ้มที่สุด วันละเขตเมืองหลักๆเท่าที่จะเที่ยวได้เสียเลย ที่ฉันใช้ว่าวันละเขตเมือง เพราะบริเวณใจกลางของเมืองหลวงแห่งนี้ แบ่งเป็นสองส่วนหลักๆอันได้แก่เขตเมืองด้านล่าง (Lower Town) และเขตเมืองด้านบน (Upper Town) ซึ่งแบ่งแยกจากกันโดยมีแนวเนินเขาที่เป็นแนวยาวลงมาจากทางเหนือลงมาทางใต้เป็นเกณฑ์ ซึ่งในปัจจุบันมีถนน บ้านเรือนเชื่อมต่อกันอย่างแยกกันไม่ค่อยออก ฉันใช้บริการของรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่เรียกกันว่าเมโทร (Metro) และรถราง (Tram) ที่มีทั้งวิ่งใต้ดินและบนดินไปยังย่านสำคัญๆเป็นหลัก ก่อนใช้สองขาพาเดินชมส่วนต่างๆของเมืองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันเริ่มลุยส่วน Lower Town อันถือเป็นเขตเมืองเก่ามาแต่ดั้งเดิมที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าพ่อค้าช่างอาชีพสาขาต่างๆที่พูดภาษาเฟลมมิชเป็นหลัก อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการค้าในอดีต ด้วยการขึ้นรถรางไปที่สถานี Bourse (Beurs)… Read More Stopover in Brussels

In Bruges

ที่นี่ไปมาเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว เช่นเดิม เอาบทความมาจากที่ตีพิมพ์ไปแล้ว ดูรูปใน album photo ประกอบนะจ๊ะ…ขอแนะนำจริงๆว่า ถ้ามีโอกาส ไปเถอะ…เมืองนี้…สวยจริง เจ๋งจริง…เริ่มเดินทางกันเลยคร๊าบ… ฉันขอออกตัวล่วงหน้าไว้ก่อนเลยว่า ชื่อเรื่องในครั้งนี้ ลอกเลียนมาจากภาพยนตร์ตลกเสียดสีสังคมอย่างร้ายกาจ ที่วางฉากเกือบทั้งเรื่องไว้ในเมืองอันแสนโรแมนติคอย่างเมืองบรูจส์ ในประเทศเล็กๆของยุโรปอย่างเบลเยี่ยม เอ่ยถึงชื่อเมืองนี้ อาจไม่เป็นที่รู้จักของใครหลายๆคน แต่สำหรับคนที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของเมืองนี้แล้ว ฉันเชื่อเหลือเกินว่า เมืองบรูจส์คงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายๆคนเลยทีเดียว ฉันเดินทางไปถึงเมืองมรดกโลกแห่งนี้ด้วยบริการของรถไฟในประเทศจากเมืองหลวงบรัสเซล ซึ่งใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น เมืองนี้จึงอาจเป็นเพียงเมืองเล็กๆที่สามารถมาเยี่ยมเยียนแบบไปเช้าเย็นกลับจากกรุงบรัสเซลได้ แต่ถ้าอยากจะเห็นเมืองให้ถ้วนทั่ว อ้อยอิ่งกับบรรยากาศแห่งเมืองยุคกลางที่อนุรักษ์ไว้ได้อย่างดีที่สุดในเบลเยี่ยมอย่างเต็มที่ ชมตึกรามบ้านช่องสวยๆ ยามค่ำคืนที่มีการ light-up ส่องไฟเน้นแสงเงาและความงามอย่างอลังการของตัวตึก รวมถึงการช็อปปิ้งซื้อหา-ชิมรสช็อคโกแล็ตและของฝากอื่นๆอย่างจุใจแล้ว การพักค้างคืนในโรงแรมเล็กๆ สุดฮิปริมลำคลองในเมืองนี้อย่างน้อย 1-2 คืน เป็นเรื่องที่ขาดเสียไม่ได้และขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง ฉันพยายามตรงดิ่งไปที่สำนักงานการท่องเที่ยวของเมืองที่ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟของเมืองเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่ก็ต้องเสียเวลาเดินวนอยู่สองรอบเพราะหาสำนักงานเล็กๆ ที่อยู่มุมตึกด้านซ้ายมือสุด (ถ้าหันหน้าเข้าหาตัวตึก) ไม่เจอในรอบแรก อย่างไรก็ดี พนักงานที่นี่ยิ้มแย้มแจ่มใสและให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษอย่างดี (ติดต่อขอแผนที่เส้นทาง Walking Routes ได้) ก่อนแนะนำให้ฉันขึ้นรถประจำทางที่หน้าสถานีไปลงที่ป้ายใกล้โรงแรมริมลำคลองที่ฉันจองไว้ทางอินเตอร์เน็ต ความจริงแล้วเมืองบรูจส์เป็นเมืองเล็กๆที่การเดินเท้าเป็นการเดินทางที่ดีที่สุดในการชมเมือง รถเมล์ที่วิ่งทางเดียวเสียส่วนใหญ่เนื่องจากถนนแต่ละสายเล็กๆคับแคบคงความเก๋าของเมืองไว้ เป็นพาหนะหลักที่คนเมืองใช้ เนื่องจากแท็กซี่ราคาแพงหูฉี่ และรถม้าก็เป็นพาหนะสำหรับพานักท่องเที่ยวชมเมืองน่ารักๆแห่งนี้เท่านั้น ฉันเลือกที่จะจองโรงแรมในตึกทรงเก่าริมลำคลอง เพราะลำคลองถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองบรูจส์ จนเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น… Read More In Bruges

Sapporo/Otaru

เช่นเดิม…บทความที่เขียนลงนิตยสารฉบับหนึ่งไว้จ๊ะ…ความจริงจะเขียนรวมฮาโกดาเตะเข้าไปด้วย แต่เนื้อที่ไม่พอ (จำกัดหน้าในนิตยสาร) เลยตัดออก แต่ในรูปเอาลงไว้ให้ดูเล่นด้วยจ๊ะ…   ในยุคที่ใครๆต่างก็อยากไปเที่ยวญี่ปุ่น แถมไปแล้วก็อยากไปซ้ำแบบนี้ ถ้าฉันไม่อินเทรนด์เอาประเทศนี้มาแนะนำกันบ้าง ก็คงจะตกยุคไปไม่น้อย อย่ากระนั้นเลย เราไปเที่ยวญี่ปุ่นกันบ้างดีกว่า จะไปทั้งที จะไปแต่เส้นทางยอดฮิตโตเกียว ภูเขาไฟฟูจี หรือโอซาก้า ก็กระไรอยู่ ฉันขอพาขึ้นไปเกาะเหนือสุดของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งนี้กันเลย…เกาะฮอกไกโด เป็นเกาะหนึ่งในสี่เกาะหลักของประเทศญี่ปุ่น มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเกาะฮอนชู (ที่ตั้งเมืองหลวงทั้งเก่าและใหม่อย่างเกียวโต โตเกียว) และกินพื้นที่มากกว่าหนึ่งในห้าของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ ทั้งๆที่มีประชากรอาศัยอยู่น้อยนิดเพียงแค่ประมาณ 5-6% ของประชากรทั้งญี่ปุ่นเท่านั้น พื้นที่กว้างใหญ่แต่ไร้ความหนาแน่นของผู้คนแบบนี้ แน่นอนว่าต้องมีธรรมชาติที่โดดเด่นเป็นแน่แท้ ทั้งภูเขาไฟ ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ เทือกเขา ทะเลสาป บ่อน้ำแร่ฯลฯ ต่างประกอบขึ้นมาเกาะสวยงามแห่งนี้ แต่ฮอกไกโดคงไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนภายนอก ห่างขาดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์เมื่อร้อยกว่าปีก่อนไป ในครั้งนี้ ฉันจึงขอแนะนำเมืองไม่ใหญ่ไม่โตแต่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของฮอกไกโด ที่มีร่องรอยกลิ่นไอของอารยธรรมยุโรปในสมัยปฏิรูปเมจิที่ทำให้เกาะนี้เป็นที่รู้จักของคนต่างชาติมากขึ้น เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศและรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาหลังจากปิดตัวเองอยู่ในเกาะมาเป็นศตวรรษ ยุคสมัยเมจิของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1868-1912) ถ้าเทียบกันง่ายๆ ก็คงคล้ายๆกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของประเทศไทย (ซึ่งก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน) เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเปิดกว้างรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาค่อนข้างมาก ศิลปะวิทยาการต่างๆ รวมไปถึงสถาปัตยกรรม และการสร้างบ้านแปลงเมือง จึงมีอิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกเข้ามามีบทบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าเกาะฮอกไกโดก็ไม่เป็นที่ยกเว้น จากเกาะเงียบสงบที่มีแต่ป่าเขา… Read More Sapporo/Otaru

Diving the Marvellous Reefs of the Spratlys

รู้ตัวเลยว่า ไม่ได้ลงอะไรที่นี่มานานมาก แต่จริงๆแล้วก็ยังเขียนบทความลงที่นู่นที่นี่อยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ได้มาอัพเดทเว็บนี้เท่านั้นเอง ไหนๆ วันนี้เข้ามาดูทั้งที ขอลงเรื่องที่เขียนให้บางกอกโพสต์ไว้ซะเลย…เรื่องที่ลงนี้จะแตกต่างจากที่ลงในหนังสือพิมพ์และที่เขาเอาไปโพสต์ไว้ตามเว็บต่างๆบ้าง เนื่องจากเรื่องด้านล่างนี้ไม่ได้ผ่านการเอดิทจากกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์จ้า ลงเล่นๆ พอให้ได้อัพเดทกันบ้าง…เรื่องที่ลงในหนังสือพิมพ์ได้รูปงามๆจากช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพไปลง แต่ในบล็อคของตัวเองแบบนี้ เอารูปป๋องแป๋งของตัวเองลงแทนละกัน…ขออภัย                 At last, my wish was fulfilled.  I had finally returned to the Spratlys in the South China Sea after promising myself that I would do so after I had last visited them three years ago.  Once again, I was back onboard the… Read More Diving the Marvellous Reefs of the Spratlys